<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550</id><updated>2011-09-06T23:00:04.677-07:00</updated><title type='text'>Satima</title><subtitle type='html'>สติมา มาจากคำว่า อาตาปี สัมปชาโน สติมา
คือ การเพียรเผากิเลส(และอาสวะ)ด้วยการรู้สึกตัว มีสติ เป็นหนทางแห่งการเจริญสติปัฏฐานสี่อันเป็นทางสายเอก ไปสู่มรรคผล นิพพาน</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>99</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-7865418679842468488</id><published>2011-09-06T21:08:00.000-07:00</published><updated>2011-09-06T23:00:04.695-07:00</updated><title type='text'>กล้า กล้าหน่อย</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/-s6_5_rqeXNo/TmcISD8RoVI/AAAAAAAAAF4/HOkz7PXBDz4/s1600/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599.jpg"&gt;&lt;img style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; DISPLAY: block; HEIGHT: 213px; CURSOR: hand" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5649493363948364114" border="0" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/-s6_5_rqeXNo/TmcISD8RoVI/AAAAAAAAAF4/HOkz7PXBDz4/s320/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599.jpg" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;กล้า กล้าหน่อย กล้าไม๊ที่จะปล่อย มันเป็นคำพูดที่ยากจะอธิบาย ในเรื่องของการปฏิบัติ เพราะการกล้าปล่อยแม้กระทั่งการปฏิบัติธรรม คือการปล่อยให้ธาตุรู้ได้ทำงานอย่างอิสระ "รู้" โดยไม่มีการแทรกแซงใดๆ บางครั้งครูบาอาจารย์ก็บอกว่า ให้รู้ซื่อๆ หรือรู้ตรงๆ ไปเลย ก็คือการรู้ไปตามสภาวะเป็นจริงในปัจจุบัน แต่คนที่จะภาวนามาถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องอาศัยเดินมาระยะหนึ่ง จากทาน ศีล ภาวนา พอภาวนาเป็น ก็จะเริ่มหาวิธีการที่จะทำให้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งเป็นการกระทำที่ตกหลุมพรางของกิเลสเข้าให้แล้ว การพยายามทำทุกอย่างนั้น มีสัญญเจตนาที่มีการกระทำ ซึ่งไม่พ้นการทำสมถะ จิตจะแสดงอาการนิ่งมากกว่าที่เคยเป็น ทำให้เรามองไม่เห็นกิเลสในจิต ไม่เห็นการเคลื่อนไหวของจิต ซึ่งทำให้เราไม่เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง แต่การที่คนภาวนามาขึ้นขั้นนี้แล้ว จะหยุดการกระทำของจิตไม่ง่ายเลย เพราะการจงใจหยุดก็คือการทำสมถะให้จิตหยุดนิ่ง เป็นการจงใจที่ไม่สังเกตดีๆ ก็ไม่สามารถรู้ได้ บางครั้งก็เรียกว่า เป็นกิเลสละเอียด &lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ครูบาอาจารย์เคยบอกว่า กิเลสหยาบละเอียดไม่เป็นประมาณ หมายถึงว่า จะหยาบหรือละเอียดไม่สำคัญ สำคัญที่เรารู้เท่าทันต่างหาก แต่พอกิเลสละเอียดขึ้นตามคุณภาพจิตที่ละเอียดขึ้น กลับทำให้เราไม่เห็นกิเลส นึกว่าเป็นธรรมด้วยซ้ำ หลุมพรางอันใหญ่ที่นักภาวนาไปตกอยู่ เป็นการสร้างภพต่างๆ ขึ้น แต่เมื่อใดที่เราทราบว่าจิตกำลังสร้างภพ ก็สามารถหลุดออกมาได้ เพียงอาศัยสติสัมปชัญญะ และกำลังของสัมมาสมาธิ(จิตที่ตั้งมั่น) แต่ปัญหาของเราก็คือ เรากล้าพอไม๊ ที่จะไม่ปฏิบัติ ไม่สร้างภพของนักปฏิบัติขึ้นมา หรือสร้างภพอื่นอีก เช่น ภพของความว่าง ภพของการไม่ยึดถือ (นั่นก็ไม่เอานี่ก็ไม่เอา แต่เป็นการเอาสิ่งที่เรียกว่าไม่เอานั่นเอง) ทุกอย่างไม่เกินโยนิโสมนสิการของจิต เมื่อได้ฟังคำครูบาอาจารย์ซึ่งเป็นกัลยาณมิตร ได้บอกธรรมที่เปรียบเสมือน ปรโตโฆษะ สามสิ่งสำคัญของนักภาวนา&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-7865418679842468488?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/7865418679842468488/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=7865418679842468488' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/7865418679842468488'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/7865418679842468488'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2011/09/blog-post.html' title='กล้า กล้าหน่อย'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/-s6_5_rqeXNo/TmcISD8RoVI/AAAAAAAAAF4/HOkz7PXBDz4/s72-c/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-3927506396819040670</id><published>2010-10-25T19:38:00.000-07:00</published><updated>2010-10-25T20:13:46.838-07:00</updated><title type='text'>หน้าที่ของชาวพุทธ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TMZHT1NDwDI/AAAAAAAAAFM/2DqGUvnjckg/s1600/33604_149565695085936_100000975186994_235748_5273304_n.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5532187598296170546" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 180px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TMZHT1NDwDI/AAAAAAAAAFM/2DqGUvnjckg/s320/33604_149565695085936_100000975186994_235748_5273304_n.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ขออำนาจแห่งท่านท้าวเวสสุวรรณผู้มีศรัทธาปกป้องศาสนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรื่องขัดแย้งของชาวพุทธ มีมานานแล้ว ระหว่างสำนัก ระหว่างครูบาอาจารย์ ระหว่างนิกาย และระหว่างปริยัติกับปฏิบัติ เรื่องนี้เป็นเรื่องแปลก และเป็นเรื่องเฉพาะของชาวพุทธ ที่มีมานานตั้งแต่สมัยพุทธกาลก็ว่าได้ ทำให้พระพุทธองค์เคยเสด็จหนีไปอยู่ป่าลำพังที่ป่าเลไลก์ มีช้างมาคอยอุปฐาก และตอนหลังก็มีลิงมาช่วยอุปฐาก เรื่องนี้อาจจะแสดงให้เห็นความเป็นเฉพาะตัวของชาวพุทธ ก็คือ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนเน้นไปเรื่องปัญญา เรื่องของสติปัญญาที่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเราศึกษาแก่นธรรมจริงๆ จะพบว่า ศาสนาพุทธเน้นไปเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล ที่จะทำตนให้พ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง แต่พ้นทีละคน แบบตัวใครตัวมัน แม้จะมีนิกายมหายาน (ยานใหญ่) ที่หวังจะพาคนไปเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่พ้นว่า แต่ละคนต้องศึกษาปฏิบัติด้วยตนเอง ตั้งแต่ ทาน ศีล ภาวนา มันจึงทำให้หนีไม่พ้นที่จะปะทะกับทิฏฐิของแต่ละคนเป็นอันดับแรก และค่อยๆ รวม ผู้มีทิฏฐิเดียวกันเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน หรือบางท่านอาจจะอยู่ภาวนาเพียงลำพังเลยก็มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆ ท่านเคยคิดที่จะรวม หรือรวบรวมชาวพุทธให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ และไม่สามารถอยู่ได้นาน อาจจะสามารถรวมได้ในระยะนึง แล้วก็ถูกทำลายลงโดยง่าย เรื่องนี้มีคนคิดวิเคราะห์กันมากมาย แต่ไม่สามารถสรุปได้ออกมาอย่างชัดเจน คนที่คิดจะทำงานนี้ จึงถูกทำลายเป็นอันดับแรก ไม่ต้องบอกว่าโดยใคร เพราะมันทำให้เรื่องยิ่งยุ่งยากเข้าไปอีก ชาวพุทธไม่มีนโยบายในการทำลายล้างใครนอกจากกิเลสของตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วในฐานะชาวพุทธคนนึง ไม่ว่าโดยทะเบียนบ้าน หรือโดยความรู้สึกสำนึกและเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอน เราคิดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เราทำอะไรได้บ้างในฐานะชาวพุทธคนนึง เรารักษาศาสนาจริงหรือเราเองเป็นผู้ที่กำลังทำลายศาสนา เราทำให้คนอื่นเห็นว่าเราไม่มีธรรมะคุ้มครองจนทำให้เราแตกแยกกันเอง หรือมีคนทำให้แตกแยก เราแสดงตนเป็นผู้มีธรรมแล้วจริงหรือ ไม่ว่าในระดับไหนก็ตาม เราถูกขัดเกลากิเลสได้บ้างตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนได้จริงหรือไม่ เรายังมีมานะอัตตา มีอกุศลจิตที่คิดแต่จะทำลาย แม้คนในศานาเราเอง รวมทั้งผู้ที่พยายามศึกษาปฏิบัติหรือเปล่า เราเป็นผู้ทำลายศรัทธาของผู้ที่เข้ามาศึกษาหรือไม่ หรือเราคิดว่า ต้องศึกษาแบบฉบับของเราเท่านั้น จึงถือว่า ถูกต้อง ตรงทาง เราได้ทบทวน ศึกษาปริยัติปฏิบัติให้ัสอดคล้องกันจริง และได้ผลของการปฏิบัติที่ตรวจสอบได้จริงหรือเปล่า&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-3927506396819040670?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/3927506396819040670/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=3927506396819040670' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/3927506396819040670'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/3927506396819040670'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2010/10/blog-post_25.html' title='หน้าที่ของชาวพุทธ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TMZHT1NDwDI/AAAAAAAAAFM/2DqGUvnjckg/s72-c/33604_149565695085936_100000975186994_235748_5273304_n.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2775980843130202938</id><published>2010-10-19T19:16:00.000-07:00</published><updated>2010-10-19T19:34:22.192-07:00</updated><title type='text'>เลิกฟุ้งเลยเลิกเขียน</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TL5VE1RcFVI/AAAAAAAAAE8/t6Y06KsA7p4/s1600/34403_149565091752663_100000975186994_235727_6798910_n.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5529950933965608274" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 180px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TL5VE1RcFVI/AAAAAAAAAE8/t6Y06KsA7p4/s320/34403_149565091752663_100000975186994_235727_6798910_n.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ไม่ได้เขียนเพราะว่าการปฏิบัติไม่ได้มีอะไรก้าวหน้า หรือว่าเลิกฟุ้งเลยไม่อยากเขียน แต่ในความเป็นจริงนั้น มันมีหลายๆ สิ่งรวมอยู่ในนั้น มันเป็นการปฏิบัติที่เห็นความก้าวหน้าน้อย หรือสั่งสมปัญญาทีละน้อย แต่จะบอกว่าเลิกฟุ้งซ่านแล้วนั้น น่าจะเป็นความจริงน้อยที่สุด เพราะปกติของจิตก็มีสงบและฟุ้งซ่าน ไม่ว่าเรื่องนั้นก็เรื่องนี้เป็นปกติ เพราะตราบใดที่เรายังไม่รู้แจ้งในกายใจนี้ กายใจก็ทำงานไปตามปกติ คือ มีความสงบและฟุ้งซ่าน แต่ทั้งความสงบและความฟุ้งซ่านนั้น เรา "รู้" และ "เป็นกลาง" กับสภาวะนั้นๆ หรือไม่ นี่เป็นการสั่งสมปัญญา แม้จะเพียงเล็กน้อยมากๆ ก็ตาม เปรียบเสมือนเรากำลังรับประทานอาหาร รอวันที่จะอิ่ม หรือรอวันที่จิตจะยอมรับความเป็นจริงเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมะจริงสำหรับคนๆ หนึ่งมีนิดเดียว แต่ธรรมะที่นิดเดียวนี้ คือกำไม้ในกำมือที่เป็นตัวแทนของใบไม้ทั้งป่า เราเข้าใจธรรมะในกำมือ เราก็เข้าใจใบไม้ทั้งป่าได้ แต่ความที่เราสั่งสม "ความไม่รู้" มาช้านาน ทำให้เราไม่สามารถ "เข้าใจ" ได้จริง ยิ่งคิดก็ยิ่งโง่ เพราะการคิดนั่นเองปิดบังเราไว้ แต่เราก็รู้จักทำอย่างเดียวคือคิดเอา แถมบางครั้ง ยังไม่อาจจรู้จักว่า "นี่คือความคิด" เพราะเราชำนาญในการคิด มันเคยชินซะแล้ว กว่าจะมาเป็นผู้รู้แทนผู้คิด จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2775980843130202938?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2775980843130202938/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2775980843130202938' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2775980843130202938'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2775980843130202938'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2010/10/blog-post.html' title='เลิกฟุ้งเลยเลิกเขียน'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TL5VE1RcFVI/AAAAAAAAAE8/t6Y06KsA7p4/s72-c/34403_149565091752663_100000975186994_235727_6798910_n.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-1842810248466425294</id><published>2010-07-10T09:59:00.000-07:00</published><updated>2010-07-10T10:01:14.813-07:00</updated><title type='text'></title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TDinTBqWx6I/AAAAAAAAAEk/T7Up66mFQm0/s1600/30804_1283172525684_1421246417_30614323_2992409_s.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5492323690883762082" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 130px; CURSOR: hand; HEIGHT: 87px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TDinTBqWx6I/AAAAAAAAAEk/T7Up66mFQm0/s320/30804_1283172525684_1421246417_30614323_2992409_s.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TDijwtOjB3I/AAAAAAAAAEc/x_Sb1angIfI/s1600/30804_1283172525684_1421246417_30614323_2992409_s.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุด....วันนี้เราก็เข้าใจอะไรมากขึ้น.....ได้รู้ว่า เกิดมาทำไม เกิดมาทำอะไร....และรู้ว่าต่อไปจะต้องทำอะไรและจะทำอย่างไร&lt;br /&gt;ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเราเลยที่จะได้รู้สิ่งเหล่านี้ เราเฝ้าถามตัวเอง และสังเกตตัวเอง นอกเหนือจากการภาวนาตามรู้กายใจของตัวเองแล้ว ก็คอยสังเกตสิ่งที่เข้ามา สิ่งที่เกิดขึ้น มันเหตุมาจากไหน ทำไม เราภาวนาแล้วเราเหมือนเข้าใจหมด แต่กลับไม่กระจ่างแจ้ง เพราะเราทำหลายอย่างไปด้วยกัน เลยขาดคุณภาพ มีแต่สัญญาที่ยังไม่สามารถกลั่นเป็นปัญญาได้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;วันนี้แม้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว เพราะได้ทำ ในสิ่งที่ควรทำ ได้รู้...สิ่งที่ควรรู้.....ได้เห็นหนทางการเดินทาง....ร่องรอย...ของตัวเองและเส้นทางที่ทอดไปข้างหน้า เรามั่นใจ เกิดความตั้งใจมั่น มีสติ มีสมาธิบริบูรณ์ด้วยความเข้าใจ มีแต่ทำให้พอเท่านั้น จนกว่าจิตจะพอด้วยตัวของเขาเอง เขามีภาระ มีหน้าที่และได้ค้นพบสิ่งที่ค้นหามานานแสนนาน&lt;br /&gt;พระผู้เป็นดวงตาของโลก ความเมตตาของพระผู้บริสุทธิ์ไม่มีประมาณ เราได้รับ เราได้รู้....และซาบซึ้งอย่างยิ่ง แม้จะใช้เวลามากไปหน่อยจนเกือบจะหมดชีวิตนี้แล้ว แต่วันนี้เราไม่เสียดายแล้วว่า เราได้ทำในสิ่งที่คุ้มค่า ได้ภาวนา ได้รับรู้ความเมตตา ความบริสุทธิ และปัญญาอันลึกซึ้ง&lt;br /&gt;ขอกราบพระรัตนไตรด้วยเศียรเกล้า _/\_ _/\_ _/\_ กราบ กราบ กราบ&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-1842810248466425294?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/1842810248466425294/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=1842810248466425294' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1842810248466425294'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1842810248466425294'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2010/07/blog-post.html' title=''/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/TDinTBqWx6I/AAAAAAAAAEk/T7Up66mFQm0/s72-c/30804_1283172525684_1421246417_30614323_2992409_s.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-4225002909558714847</id><published>2010-05-23T18:58:00.000-07:00</published><updated>2010-05-23T19:10:02.830-07:00</updated><title type='text'>เรื่องส่วนตัว</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S_nfVyFMwmI/AAAAAAAAAEU/Q4n4jPZ0Gwk/s1600/026.JPG"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5474652387359375970" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 214px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S_nfVyFMwmI/AAAAAAAAAEU/Q4n4jPZ0Gwk/s320/026.JPG" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ธรรมชาติมีกลไกปกป้องตนเอง สิ่งต่างๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ถึงวันนึง ก็ต้องเป็นทุกขัง ทนอยู่ในสภาวะเดิมๆ ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยน แต่เรายอมรับกับการเปลี่ยนไม่ได้ เราจึงมีความทุกข์ ซึ่งแท้ๆ มันก็คือความทุกข์ที่อยู่กับกายใจ หรือกายใจเรานี้เองแหละเป็นทุกข์&lt;/div&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;วันนี้สังคมเกิดเรื่องราวมากมาย ความแตกแยก การทำลายล้างผลาญกัน แต่เราก็มีความคิดเห็นที่เป็นเรื่องส่วนตัวของเรา อยากให้ความเมตตาบังเกิดกับทุกคน แม้มันจะยาก แต่ก็ควรมี ควรเป็น กำลังของความเมตตาของเรามันน้อย ความสามารถของเราก็น้อย แม้ตัวเองอยู่ในขั้นวิกฤตของชีวิตเหมือนกัน แต่ก็ยังรู้สึกอยู่ได้สบายกับการภาวนาที่ไม่ได้มุ่งหวังอะไร (อันนี้ก็ต้องบอกตัวเองบ่อยๆ เพราะชอบเผลอจะไปหวัง เผลอจะหนีทุกข์) ก็เหมือนเดิมว่า แม้จะเกิดปัญหาอะไร ก็แก้ไปได้เท่าที่สติปัญญาจะมีเท่านั้น แม้จะเศร้าโศกเสียใจกับสิ่งรอบข้างบ้าง ก็ต้องเป็น เพราะเหตุปัจจัยมันมีให้เป็น จะรู้สึกเฉยๆ ก็แปลว่า นั่นเรากดมันไว้แล้ว เพราะข้างนอกมีควันไฟที่เขาเผา มีเสียงปืนที่รัวยิงใกล้แค่หน้าบ้าน ข่าวและความเงียบที่บ่งบอกถึงการปิดประตูตีแมว ความรู้สึกสงสาร พร้อมโทสะบังเกิด เพราะเราได้แต่นั่งนิ่งเงียบอยู่ในที่พักได้อย่างเดียว ทำไม่ได้แม้แต่จะพูดขอให้ทุกคนเมตตากัน เพราะเขาตอบมาว่า "ไม่ได้" ต่างฝ่ายต่างเห็นกันเป็นศัตรู ไม่เป็นไร แล้วมันก็จะผ่านไปเหมือนเรื่องอื่นๆ หลวงพ่อบอกว่า ปัญหากับทุกข์นั้น คนภาวนาแยกมันออกจากกันได้ มีปัญหาก็แก้กันไป (เท่าที่สามารถ) ความทุกข์เป็นเรื่องภาวนาที่เราต้องเรียนรู้ด้วยตนเองเท่านั้น จนกว่า......จะพ้นทุกข์&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-4225002909558714847?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/4225002909558714847/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=4225002909558714847' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4225002909558714847'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4225002909558714847'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2010/05/blog-post.html' title='เรื่องส่วนตัว'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S_nfVyFMwmI/AAAAAAAAAEU/Q4n4jPZ0Gwk/s72-c/026.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2115268860154046489</id><published>2010-04-30T06:58:00.000-07:00</published><updated>2010-04-30T07:06:42.141-07:00</updated><title type='text'>บันทึก ३० เมษา 53</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S9rjyF1Q1lI/AAAAAAAAAEM/bhkYdissYPI/s1600/DSC_8573-1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5465931547466061394" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 238px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S9rjyF1Q1lI/AAAAAAAAAEM/bhkYdissYPI/s320/DSC_8573-1.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วันนี้เป็นอีกวันที่ไปกราบหลวงพ่อ ด้วยอาการคนปางตาย แต่ภายนอกคงไม่มีใครรู้หรอกว่า เรากำลังรู้สึกแย่ขนาดไหน พอคุณหลิวส่งการบ้าน หลวงพ่อเทศน์ให้ถึงตอนที่ว่า เราต้องเพียรพยายามอย่างหนัก แบบหลังชนฝา นั่นแหละ ถึงจะได้เรื่อง เรารู้สึกตอบท่านในใจว่า มันถึงขนาดต้องเอาชีวิตเข้ากันเลย มันสะท้อนใจ น้ำตาแอบไหล เพราะจริงๆ รู้สึกเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก มันจะหลังชนฝาหรือป่าวไม่รู้ รู้แต่ว่าทุกข์จริงๆ ทุกข์สาหัส ทั้งๆ ที่ตลอดเวลาที่ภาวนามานั้น รู้สึกว่า มันง่าย เพราะมันง่ายจริงๆ เวลารู้สึกตัว เวลาภาวนาได้ถูกต้อง มันง่ายดาย เห็นกิเลสที่ดับไป เห็นจิตที่ผ่องใส แต่หลวงพ่อบอกว่า เราไม่ได้เอาอะไรจากการภาวนา ยิ่งคุณแมวส่งการบ้าน หลวงพ่อก็บอกว่า เพราะเรายังอยากได้ผล มันโดนเราหมดแหละ ทั้งสุขและทุกข์อยู่ด้วยกัน บอกไม่ถูก ใจนึงก็เบิกบานใจธรรม แต่ใจนึงก็สลดหดหู่ กับสภาวะที่กำลังเผชิญ ปัญหาก็บีบจนเรามองหาทางออกอะไรไม่ได้ คับแค้นใจตัวเอง ที่นึกว่าจะไปรอด แต่จริงๆ มันไปไม่รอด มันรอแต่วันพรุ่งนี้ที่จะล่มจมลงไปเท่านั้น มันทุกข์จนไม่อยากจะบอก จะพูดอะไรออกมาได้ ที่จริงก็ไม่ได้กะจะบันทึกเลยวันนี้ แต่เผอิญเปิดมาเจอ ก็จดไว้ละกัน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2115268860154046489?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2115268860154046489/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2115268860154046489' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2115268860154046489'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2115268860154046489'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2010/04/53.html' title='บันทึก ३० เมษา 53'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S9rjyF1Q1lI/AAAAAAAAAEM/bhkYdissYPI/s72-c/DSC_8573-1.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-8211217820111057414</id><published>2010-03-28T18:57:00.000-07:00</published><updated>2010-03-28T19:17:01.302-07:00</updated><title type='text'>บุญบารมี</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S7ANeJ-lOFI/AAAAAAAAAEA/L94P0cF7jOs/s1600/mom_shop+022.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5453873960471312466" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S7ANeJ-lOFI/AAAAAAAAAEA/L94P0cF7jOs/s320/mom_shop+022.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ข้อความในบล๊อคนี้ ไม่ใช่บทความที่เขียนขึ้น แบบนักเขียน ไม่มีแบบฉบับ ไม่มีพล๊อตเรื่อง ไม่มีต้นไม่มีปลาย มีแต่บันทึก ที่เป็น บันทึกธรรม ตอนทำบล๊อคอันนี้ครั้งแรกเคยเกริ่นนำแล้วว่า เหตุที่ทำ เพราะหลวงพ่อมนตรีเคยบอกเราว่า ควรบันทึกข้อธรรมที่เราปฏิบัติพบเห็นได้มาไว้ เผื่อให้ตัวเองได้ศึกษาดูความก้าวหน้า หรือความเข้าใจในหลักธรรม รวมทั้งการปฏิบัติของตัวเอง แต่การจดบันทึกที่แรกๆ จดไว้ในสมุด หลายๆ เล่ม ไม่ได้อยู่ในที่เดียว เห็นว่าไม่ดีแน่ เพราะสุดท้าย ตัวเองก็หาไม่เจอ ไม่ได้อ่าน แต่อาศัยที่เราอยู่ในยุคนี้ ที่มีบล๊อคให้ประโยชน์ เลยนำมาเขียนรวมไว้ที่นี่แทน ซึ่งก็เพิ่งเริ่มเขียนใหม่ ตามวันเวลา ในบล๊อคนี้แหละ และอีกประการนึงก็คือ บล๊อคนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนทั่วไปอ่าน คือไม่ได้ไปกล่าวแจ้งในที่สาธารณะทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้นไม่ให้ใครเข้ามาอ่าน เรียกว่า ทำแบบธรรมะจัดสรร แต่ถ้าใครจะมาถามเรื่องการภาวนาของเรา ขี้เกียจเล่า ก็ให้เขามาอ่านเองที่นี่ เท่านั้นเอง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ช่วงนึงที่ผ่านมา และหลายๆ ช่วงที่การบันทึกหายไป เพราะตั้งใจจะภาวนามากกว่า และพบว่า บางครั้ง มันก็เป็นวิปัสสนู ที่เกิดอยากจะพูด จะเขียนธรรมะ (ซึ่งจริงๆ แล้ว ช่วงที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ จะพบว่า ตัวเองพูดธรรมะอยู่ตลอดเวลาในใจ แตกฉานมากมาย ไม่รู้ว่าไปเอามาจากไหน มีแต่ธรรมะหลั่งไหล เห็นอะไรเป็นธรรมหมด แจกแจงได้หมด ดีที่ เรามีครูบาอาจารย์ดี เคยเรียนหลวงพ่อ ท่านก็บอกว่า มันฟุ้งในธรรม ดูมันไป) หลายต่อหลายครั้ง หลวงพ่อเคยสอนให้อยู่กับตัวเองให้มาก อย่าสอนคนอื่น เพราะถ้าเป็นครูบาอาจารย์แล้ว มันเหมือนขี่หลังเสือ ลงไม่ได้ นั่นคือ มานะอัตตาเราจะยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก แทนที่จะละ กับเพิ่มพูน เราก็พิจารณาตลอด และตั้งใจไว้เสมอว่า จะไม่สอนใคร อย่างดีก็แค่เป็นเพื่อนคุย ที่คุยได้แต่เฉพาะประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่การที่เราปิดกั้นตัวเองมากไป มันเกินเลยไปทำให้จิตใจมันแช่มชื่นในธรรม ได้มีโอกาสพบกับอ.ณรงค์ศักดิ์ ท่านก็ทักว่า ขาดบุญบารมี ตอนนั้นจิตมันพิจารณาทันทีว่าคืออะไร และเห็นการที่เราเพิกเฉยต่อการช่วยเหลือผู้คน ทำตัวห่างจากคนโดยจงใจ ขณะเดียวนั้นเองก็นึกได้ว่า หลวงพ่อท่านแนะ แต่ท่านไม่เคยห้าม ท่านเคยบอกด้วยซ้ำไปว่า ทำทุกอย่างไปตามปกติแต่เพิ่มสติความรู้ตัวเข้าไปเท่านั้น ให้เท่าทันกิเลส อย่าถูกมันครอบงำเท่านั้นเอง พอนึกได้เท่านั้น จิตใจก็แช่มชื่นเบิกบาน อ।ณรงค์ศักดิ์ ท่านบอกว่า จิตเราสว่างทั่วห้องเลยขณะนั้น ทำให้เข้าใจว่า อันนี้แหละ สิ่งที่เราเคยทำ และตั้งใจจะทำ ก็ต้องทำต่อไป เราไม่วุ่นวาย เราไม่คลุกคลีหมู่คณะ แต่เรายินดีที่จะช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเรา แม้แต่เพียงเพื่อให้เขาเกิดศรัทธาในพุทธศาสนา ศรัทธาในการปฏิบัติต่อไป เพียงเท่านี้แหละ นี่คือวิธีสร้างบุญบารมีของเรา เพื่อจิตใจที่แช่มชื่นเบิกบาน เพื่อการภาวนาต่อไปของเรานั่นเอง&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-8211217820111057414?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/8211217820111057414/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=8211217820111057414' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8211217820111057414'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8211217820111057414'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2010/03/blog-post.html' title='บุญบารมี'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/S7ANeJ-lOFI/AAAAAAAAAEA/L94P0cF7jOs/s72-c/mom_shop+022.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-1616941222155092760</id><published>2009-12-04T16:40:00.000-08:00</published><updated>2009-12-04T17:08:42.830-08:00</updated><title type='text'>เรื่องเก่าๆ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SxmxM94YKxI/AAAAAAAAAD4/1Nl6WBqCWfE/s1600-h/mom_shop+025.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5411551263589935890" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SxmxM94YKxI/AAAAAAAAAD4/1Nl6WBqCWfE/s320/mom_shop+025.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Sxmvs-KJ9iI/AAAAAAAAADw/S2Pnrb8ydDc/s1600-h/nid1.jpg"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การปฏิบัติเมื่อมีหลักแล้ว ก็ไม่มีอะไร จะมีอุบายบ้างก็เล็กน้อย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ข้อสำคัญก็คือ อย่าให้ต้องสร้างอุบายเพื่อแก้อุบายหรือแก้ไขกันไปเรื่อยเปื่อย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เพราะการแก้ไขก็เป็นเหตุให้เสียหลักของวิปัสสนา คือการตามรู้ตามดูไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;โดยไม่แทรกแซงเอาได้ง่ายๆ ครูบาอาจารย์ท่านสอนมาหมดแล้ว มีแต่ทำไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ทำไปจนกว่าจิตจะอิ่ม จนกว่าจิตจะพอเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ถามว่าการปฏิบัตินั้น ง่ายจริงตามที่ท่านกล่าวใช่หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ตลอดเวลาที่ศึกษาปฏิบัติกับครูบาอาจารย์มาแล้ว เราเชื่อว่าง่ายจริง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่หมายถึงเวลาที่ปฏิบัติได้ มันง่ายจริงๆ ไม่ต้องทำอะไร แค่ "รู้" &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ให้ได้จริง รู้ให้ได้ตรงสภาวะปัจจุบับที่สุดเท่านั้น มันจึงง่าย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่ความง่ายนั้น จะไม่มีวันเกิดเลย ถ้าเรา ไม่เข้าใจ "หลัก" ของ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;การภาวนาจริงๆ หรืออย่างน้อย ก็ต้องเคยเห็นของจริงที่ง่ายนั่นเสียก่อน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สำหรับตัวเอง เห็นว่าการปฏิบัตินั้นง่ายมาตลอด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;แต่ถามว่า เรารู้สึกยากลำบากขนาดเลือดตากระเด็นหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ก็ต้องตอบว่าใช่ และบางครั้ง รู้สึกว่า ต้องแลกกันด้วยชีวิตจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ไหนว่าง่ายแล้วทำไมต้องทำขนาดนั้น ก็เพราะจิตใจเรานี่เองที่โง่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;กิเลสต้องนั้นต้องเท่าทันมันให้ได้จริง ไม่เช่นนั้น มันก็จะลากเราไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;สู่ความทุกข์ยาก ลากให้เส้นทางเดินที่เรียบง่ายนั้น ยากลำบาก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;พูดง่ายๆ ว่า ไม่ถูกจุดมันนั่นเอง ไม่อยู่ในร่องรอยการภาวนา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ที่แม้ว่าเราคิดว่าเราเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถามว่าจิตใจเรามันเชื่อ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;หรือมันหายโง่หรือไม่ เปล่าเลย มันเองหลอกเราไว้ตลอด&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เรามีแต่คิดเอาเองหมด คิดว่าเชื่อ คิดว่าง่าย คิดว่าต้องทำอย่างนั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;คิดว่าต้องทำอย่างนี้ มันเป็นแค่ "ความคิด" มันไม่ใช่ความรู้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;พระพุทธองค์สอนให้เรามีความรู้ สอนให้เราพ้นจากอวิชชา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เราต้องภาวนาให้เห็นจริงจัง จิตเรามันถึงจะเชื่อ มันถึงจะง่ายจริง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ภาวนาอย่าอยาก แม้แต่อยากให้ได้มรรคผลนิพพาน แต่ในขณะ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;เดียวกัน เราก็ต้องภาวนาอย่างมีเป้าหมาย และเป้าหมายนั้นก็&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:arial;"&gt;ต้องเป็นมรรคผลนิพพานเท่านั้น ยากหรือง่าย ก็ดูเอาละกัน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-1616941222155092760?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/1616941222155092760/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=1616941222155092760' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1616941222155092760'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1616941222155092760'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='เรื่องเก่าๆ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SxmxM94YKxI/AAAAAAAAAD4/1Nl6WBqCWfE/s72-c/mom_shop+025.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-796441847381132303</id><published>2009-07-19T17:26:00.001-07:00</published><updated>2009-07-19T18:00:47.587-07:00</updated><title type='text'>กิเลสเดิมๆ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SmO86VZYAFI/AAAAAAAAADo/V4YSlPokcWM/s1600-h/y1pzolimopMb8BnW2XRk8y7lALx05BtBEFnyZ15X3qkn9aRWATIJzayrIkzkd-m2busAfZV3KW8YkLk3pXY7qXysg.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5360335691863031890" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SmO86VZYAFI/AAAAAAAAADo/V4YSlPokcWM/s320/y1pzolimopMb8BnW2XRk8y7lALx05BtBEFnyZ15X3qkn9aRWATIJzayrIkzkd-m2busAfZV3KW8YkLk3pXY7qXysg.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จริงๆ แล้ว มันก็มีแค่ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสสามตัวที่เรียกว่า &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไฟสามกอง &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไฟสามกองใหญ่นี้ มันก็มีของมันมาแต่ไหนแต่ไร &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่ก็หลอกเราไม่เลิก มัน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ล่อลวงเราไว้ในวัฏฏะสงสารนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ให้วนเวียนเกิดตาย ไม่รู้จบสิ้น ยิ่งพยายาม&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไปสู้รบตบมือกับ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เจ้ากิเลสนี่ ก็มีแต่แพ้เรื่อยไป เหมือนคนดันทุรังรบ ไม่เคย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จะได้ชนะมันหรอก แถมยังโดนมันหลอกต่างๆ นาๆ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ด้วยการเปลี่ยนรูปร่าง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;หน้าตา วิธีการใหม่ๆ จนเหมือนว่า &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;มันเป็นสิ่งใหม่ ของใหม่ แต่ที่แท้ก็กิเลส&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เดิมๆ นี่เอง &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไม่ได้มีอะไร แปลกใหม่เลย  มีแต่กิเลสเดิมๆ เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ช่วงนี้มีการตรวจสอบพระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ถามว่าดีหรือไม่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ก็ดีที่ตรวจสอบ เพราะเราต้องมีศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่ว่าเอามาตรฐานไหนมาตรวจสอบ และตรวจสอบด้วยความ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เป็นกลางได้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จริงหรือไม่ หรือเอากิเลสตัวเองเข้าไปร่วมตรวจสอบด้วย &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ที่ร้ายกว่านั้นก็คือ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ใช้สมองที่เป็นเครื่องมือของกิเลสภายใน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ทำการฉ้อฉล อะไรก็ได้ ให้ชนะ ให้ได้การยอมรับ หรือแม้แต่&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เพราะสนองความโกรธ หรือสนองกิเลสตัวเองเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;มันคือเครื่องมือ กิเลสแท้ๆ แม้แต่มานั่งบ่นอยู่นี่ ก็เป็นกิเลส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อีกเช่นกัน  ไม่ได้ดีเด่นอะไรหรอก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ใจไม่ได้เป็นกลางกับสิ่งกระทบ มันถึงกระเทือน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แล&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ะสะท้อนออกมา เ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ราทราบแล้วว่า ทุกวันนี้เราปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไม่ได้มุ่งเอาชนะกิเลส ครูบาอาจารย์ท่านก็สอนมาเช่นนี้ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ เราต้อง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เรียนรู้เท่าทันกิเลส เพื่อ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ให้มันไม่สามารถมาครอบครองจิตใจเราต่างหาก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แม้ชั่วขณะก็ยังดี ที่เท่าทันมันบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;คนบางคน พูดไป ก็เท่านั้น มีหลายคนแม้แต่ในสมัย&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พุทธกาล ที่ฟังธรรมแล้ว ไม่สามารถเข้าใจในธรรมะ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ได้จริง ยังไม่เข้าใจแล้ว กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ อย่างเช่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;พระเทวทัต ที่แม้อยู่ใกล้ชิดพระพุทธ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;องค์ด้วยซ้ำ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ยังทำร้ายท่าน และพาผู้คนไปเป็นพวกตน มันมีจริง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;อย่างนี้นี่เอง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ปัจจุบันทุกวันนี้ก็ยังมีคนเข้าใจธรรมแท้ๆ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ไขว้เขว ตัวเองไม่เข้าใจไม่ได้รู้จัก&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ใช้หลักธรรมในการ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;โยนิโสมนสิการ ไม่ได้ปฏิบัติให้เห็นจริง แต่ใช้แค่ความ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;รู้สึกนึกคิดไปวันๆ แล้วดูไม่ออก ตกเป็นทาสกิเลส &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แล้วออกมาเผยแผ่&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ความคิดความเห็น ทำเป็นรู้จักนั่นนี่ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ที่จริงแล้ว กิเลสตัวกลับไม่เห็นมันคงมีเช่นนี้เรื่อยไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ตราบใดที่กิเลสยังครองโลก ยังครองวัฏฏะสงสารนี้&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;และยังพาผู้คนไปอบายได้ นี่คือหน้าที่ของกิเลส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;มันยังเกิดอีกต่อไป เพราะโลกเราทุกวันนี้มันโลก&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ของกิเลสที่ครอบงำอยู่เท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ใครที่เข้าใจกลไก หรือกลยุทธของมัน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ก็อาจจะหลุดจากการครอบงำ&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ของกิเลสได้บ้างบางขณะ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แล้วก็กลับไปเป็นทาสมันอีก องค์หลวงตา&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;มหาบัวท่าน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;จึงกล่าวว่า กิเลสนี้แหลมคมนัก เรามีธรรมเท่าใด กิเลส&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ก็ฉลาดเท่าทันกันขึ้นมาเท่านั้น จนกว่าจะแพ้ชนะกันไปข้างนึง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เป็นการข้ามภพข้ามชาติได้ สงครามนี้ยืดเยื้อสำหรับแต่ละคน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;แตกต่างกันไป ทำอะไร ก็ต้องทำไปด้วยการรู้เท่าทัน กิเลสในใจตน&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;เท่านั้น ไม่ใช่ไปเห็นกิเลสคนอื่น&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-796441847381132303?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/796441847381132303/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=796441847381132303' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/796441847381132303'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/796441847381132303'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='กิเลสเดิมๆ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SmO86VZYAFI/AAAAAAAAADo/V4YSlPokcWM/s72-c/y1pzolimopMb8BnW2XRk8y7lALx05BtBEFnyZ15X3qkn9aRWATIJzayrIkzkd-m2busAfZV3KW8YkLk3pXY7qXysg.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-6299771522375936167</id><published>2009-06-21T05:30:00.000-07:00</published><updated>2009-06-21T05:47:16.188-07:00</updated><title type='text'>วิปัสสนู</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Sj4rvcqdAtI/AAAAAAAAADg/ut0a-Hfg4ck/s1600-h/lotus.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5349761501510828754" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 208px; CURSOR: hand; HEIGHT: 156px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Sj4rvcqdAtI/AAAAAAAAADg/ut0a-Hfg4ck/s320/lotus.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;วันนี้หลวงพ่อมาเทศน์เรื่องวิปัสนูที่ศาลาลุงชิน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ทำให้เราระลึกได้ว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมาบางครั้ง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ธรรมะหลั่งไหลออกมามากมายจนอยากจะบันทึกไว้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มันคือวิปัสสนูนั่นเอง ผู้ที่เจริญวิปัสสนาตามรู้รูปนาม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;มาระยะหนึ่งท่านว่า จะเกิดวิปัสสนูได้ถ้าขาดความ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตั้งมั่นของจิต (สมถะ) มีโอภาสแสงสว่างเป็นต้น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;รู้สึกว่าผ่านมาเราก็ติดอยู่หลายอย่างตามที่หลวงพ่อ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ได้เมตตาเทศน์วันนี้ นับตั้งแต่โอภาสแสงสว่าง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ความว่างๆ ของจิต ความฟุ้งในธรรม แม้ขณะนี้ก็ตาม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก็อยากจะบันทึกไว้ ในข้อธรรมที่รู้สึกในวันนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก่อนหน้านี้ได้ไปงานแต่งงานของเจตน์และโบ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;งานนี้เป็นงานที่สมบูรณ์แบบงานนึง นับตั้งแต่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาว ตลอดจนงานที่จัด นับว่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สมบูรณ์แบบมาก ผู้คนในงานพากันปลาบปลื้ม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ในความรักของคนทั้งสอง แต่เรากลับรู้สึกเศร้า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สะท้อนใจ เพราะ มองเลยไกลไปกว่านั้นว่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;รักกันขนาดนี้ สุดท้ายก็ได้สมความปรารถนา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จนเจ้าสาวหลั่งน้ำตาแห่งความสุขออกมา แต่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นั่นคือความสมบูรณ์ที่เดินไปสู่ความไม่แน่นอน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สุดท้ายความรัก และคนรักทั้งสองก็ต้องแยก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จากกันในที่สุด ความสุขสมหวังในวันนี้เป็น&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เพียงฉากหนึ่ง ที่เกิดขึ้น ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เหมือน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ชีวิตในวัฏฏะสงสารนี้ ที่เวียนวนกันอยู่เช่นนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พบสุขทุกข์ ปะปนไป และไม่เคยเห็นว่ามัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จะกลายเป็นความทุกข์อย่างไร เราพอใจจะมี&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แค่ความสุขไปวันๆ ในวันนี้ ซึ่งจริงแล้วใช่หรือ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แม้วันนี้ก็ตาม งานบุญด้วยหลวงพ่อมาเทศน์โปรด&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ญาติโยม วันนี้ผู้คนมากมาย ทั้งบุญและกุศลที่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;พากันปลาบปลื้ม แล้วก็จางคลาย ต่างคนต่างไป&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ดี แต่ไม่ภาวนา ฟังไป ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ได้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แล้วก็ลืมไปอีก วนเวียนเช่นนี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ไม่ต่างกันเลย เราเขา เป็นเฉกเช่นเดียวกัน&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นึกถึงตัวเองเป็นเพียงธุลีดินเล็กๆ ที่พยายาม&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;จะเป็นสิ่งถาวร ซึ่งไม่มีอยู่จริงเลย อยากจะ&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ให้มี อยากจะให้เป็น อยากจะได้มรรคผล&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;นิพพาน แต่ไม่ได้หลุดพ้นไปไหน นอกจาก&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เป็นธาตุของกิเลสไปวันๆ ทุกขณะจิต&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;บางวันก็หลงไปกับการเป็นอยู่ใช้ชีวิต&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ถามว่าภาวนาหรือป่าว ก็ภาวนาอยู่&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;แต่ว่าภาวนาได้ตรง และถูกหรือป่าว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ตอบไม่ได้ เพราะถ้าตรงและถูกก็คง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ได้ผลอย่างที่ควร แม้ว่าหลายวันมานี้&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;รู้สึกพอใจที่ได้ภาวนา รู้สึกว่าทุกอย่าง&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;สมควรกับเหตุ และมีความสุขกับการภาวนา&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ในแต่ละวันอยู่ แต่วันนี้ก็เห็นความทุกข์&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ของจิตที่เบื่อหน่าย จะเป็นกิเลสหรือป่าว&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;ก็ช่างเถอะ แต่ว่าเบื่อจริงๆ เบื่อที่ไม่รู้ว่า&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;เบื่ออะไรแน่ เรามีหน้าที่รู้มันไปแค่นั้น&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-6299771522375936167?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/6299771522375936167/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=6299771522375936167' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/6299771522375936167'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/6299771522375936167'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2009/06/blog-post.html' title='วิปัสสนู'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Sj4rvcqdAtI/AAAAAAAAADg/ut0a-Hfg4ck/s72-c/lotus.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-8765834396735429417</id><published>2009-02-24T22:52:00.000-08:00</published><updated>2009-02-24T23:24:18.943-08:00</updated><title type='text'>นึกว่ารู้</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SaTsQGbZw6I/AAAAAAAAAC4/gXtuATjTNaY/s1600-h/à¹€à¸‚à¸²à¸„à¹‰à¸&amp;shy;2.bmp"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5306626022296896418" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 240px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SaTsQGbZw6I/AAAAAAAAAC4/gXtuATjTNaY/s320/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%AD2.bmp" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;การภาวนานั้น เมื่อภาวนามาระยะหนึ่ง มักจะเกิดการเคลื่อนออจากกรรมฐาน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่เราปฏิบัติเป็นธรรมดา เพราะปกติของจิตนั้น เมื่ออยู่เฉยๆ ย่อมไหลลงต่ำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะเรามักถูกกิเลสครอบงำ เหมือนที่ครูบาอาจารย์ ท่านบอกว่า เราเคย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ถูกกิเลสอบรมมานานนั่นเอง อยู่ๆ จะให้เรารอดพ้นจากกิเลสง่ายๆ คงเป็น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ได้ยาก ยกเว้นว่าได้เจริญสติฯ ไปเรื่อยๆ อย่าง เช่นการดูจิตก็ตามในขณะ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ที่เรานึกว่าเราดูเรารู้อยู่นั้น กลายเป็นการ&lt;strong&gt;นึกว่ารู้ นึกว่าดู&lt;/strong&gt; ไม่ใช่การรู้สึกเข้า&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ไปในสภาวะจริงๆ มัวไปติดอยู่ตรงความคิดนึก ซึ่งเป็นสังขารขันธ์&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่างนึงที่เราสร้างขึ้นกั้นการรู้อย่างซื่อๆ ไว้ซะเอง ด้วยการไปติดตรง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;“นึกว่าดูกาย นึกว่าดูใจอยู่” แต่ไม่ได้แค่รู้สึกไปที่กาย รู้สึกไปที่ใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่างธรรมดาๆ เวลาเราฟังธรรม ของครูบาอาจารย์ ใจก็นึกว่าเข้าใจ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ความเข้าใจของเรานั้น เป็นความเข้าในในระดับนึงเท่านั้นเอง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;เพราะธรรมะนั้นย่อมลาดลึกลงไปตามลำดับเช่นกัน การที่เราเข้าใจใน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ครั้งแรกๆ ที่ฟัง กับการเข้าใจ ในระดับต่อมานั้นเป็นการเข้าใจคนละ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ระดับ เจ้าตัวย่อมเข้าใจดีในเรื่องนี้ เพราะผลของการภาวนา นั้นเป็น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สิ่งที่เจ้าตัวย่อมประจักษ์ใจ หรือทราบได้ด้วยตนเอง ธรรมะที่ใจเรา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ประจักษ์นั้น เป็นความ ซาบซึ้งในเฉพาะตน บางครั้งการถ่ายทอด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ออกมาแล้วนั้น เราจะรู้สึกว่า มันดูธรรมดาๆ เสียเหลือเกิน ไม่สามารถ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;บรรยายความซาบซึ้งใจในธรรมที่ประจักษ์ได้เลย เพียงแต่อธิบาย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ออกมาได้ในระดับนึงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การภาวนานั้นเมื่อเราทราบเส้นทางของการภาวนา จากผลการภาวนา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ของตัวเอง เราก็ต้องหมั่นตรวจสอบ ด้วยโยนิโสมนสิการ และอาศัย&lt;/div&gt;&lt;div&gt;กัลยาณมิตรครูบาอาจารย์ตรวจสอบการภาวนาว่า เรายังอยู่ในเส้นทาง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;หรือไม่ หรือเริ่มเดินเบี่ยงออกไปทีละน้อยๆ ซึ่งจะทำให้เราเนิ่นช้าได้ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่าการภาวนาเหมือน การพายเรือทวนน้ำ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;หยุดพายเมื่อไร ก็ถอยหลัง และถอยกันเป็นชาติๆ คือหมดเวลา&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ในชาตินั้นไปเปล่าๆ การพายเรือทวนน้ำนั้นไม่ได้เป็นการทำอะไร&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มากไปกว่า การมีสติฯ รู้กายใจตัวเอง ดูเหมือนง่ายๆ ดูเหมือน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ตามรู้ ตามดูว่า กายเป็นอยู่อย่างไร จิตเป็นอยู่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;อย่างไร รู้ไปซื่อๆ ตรงๆ อย่างที่เป็น เท่านั้น  แต่ก็น่าประหลาดใจ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ไม่น้อยว่า เวลาส่วนใหญ่ของเรานั้น เราลืมกายลืมใจเราไปใน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โลกของ ความคิด โลกของการต้องวุ่นวายกับสิ่งภายนอก บุคคล&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ต่างๆ เรื่องราวต่างๆ ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุนี้แหละท่านจึงให้เราปลีกวิเวก หรืออยู่ในที่ที่สัปปายะ คือ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ทั้งสถานที่ บุคคล อาหาร การเป็นอยู่ อย่างไม่วุ่นวาย อยู่อย่าง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;สงบแต่ไม่ได้หมายว่าต้องไปอยู่คนเดียวหลีกออกจากมนุษย์ทั้งหลาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่หมายถึง การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกัน สิ่งที่เกื้อกูล &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ช่วยสนับสนุนในการบำเพ็ญภาวนาให้ได้ผลดี ช่วย ให้มีสมาธิตั้งมั่น &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ฉะนั้นการปลีกวิเวกคือการที่เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการ &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ภาวนาสำหรับแต่ละบุคคลนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีคนจำนวนมากในโลกนี้ รู้สึกเหงา มีความเหงาท่ามกลางผู้คน&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มากมายที่แวดล้อมตัวเขานั่นเอง ความเหงา ความเบื่อ ความเซ็ง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;ความกลัว ล้วนเป็นโทสะ หรือความโกรธนั่นเอง แต่เป็นอีกด้าน &lt;/div&gt;&lt;div&gt;นึงของความโกรธ หรือเป็นความโกรธเล็กๆ ที่พร้อมจะโตขึ้นเป็น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โทสะแรงๆ และพัฒนาไป ถึงความพยาบาทได้ แท้จริงแล้วคนที่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เหงาก็คือคนที่โดนโทสะครอบงำนั่นเอง จึงไม่สามารถรู้สึกอบอุ่น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;และเป็นมิตรกับคนรอบๆ ตัวเองได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แต่ทั้งหมดนี้เป็นแค่กลอุบายของกิเลสที่เรียกว่าโทสะเท่านั้น&lt;br /&gt;โทสะเกิดขึ้นในจิตใจแล้วไม่สามารถมีสติรู้เท่าทัน จึงทำให้รู้สึก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เช่นนั้น ครูบาอาจารย์บอกว่า โลกภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนออก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;มาจากจิตของผู้คนนั้นๆ คนที่มีความสุข คนที่มีความรัก ก็จะมอง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โลกเป็นสีชมพู เช่นเดียวกับคนที่ทุกข์ ก็มองทุกอย่างมืดมนไปหมด &lt;/div&gt;&lt;div&gt;รู้สึกแม้ว่า โลกนี้หมุนไปได้อย่างไร ในเมื่อเขาทุกข์ขนาดนี้ มันแค่&lt;/div&gt;&lt;div&gt;โดนกิเลสหลอกเท่านั้นเอง เมื่อใด เรา "รู้" ได้ถูกต้องตรงกับความ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;เป็นจริง เราก็จะหลุดออกมาจากการครอบงำของกิเลส ชั่วคราว &lt;/div&gt;&lt;div&gt;แล้วเราก็ "รู้" ไปอีก จนกว่าวันนึงเราจะรู้เท่าทันความเป็นจริง&lt;/div&gt;&lt;div&gt;ของกายและใจนี้จริงๆ เสียที&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-8765834396735429417?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/8765834396735429417/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=8765834396735429417' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8765834396735429417'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8765834396735429417'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='นึกว่ารู้'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SaTsQGbZw6I/AAAAAAAAAC4/gXtuATjTNaY/s72-c/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%AD2.bmp' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-306983170402055030</id><published>2008-11-24T21:56:00.000-08:00</published><updated>2008-12-24T03:58:10.981-08:00</updated><title type='text'>ทิฏฐิและมานะ(อีกที)</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SVIjwe6k1SI/AAAAAAAAACo/dPcLPo6O-94/s1600-h/à¸à¸²à¸à¹à¸&amp;shy;à¸à¹à¸à¹à¸§1.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5283324628698453282" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; WIDTH: 320px; CURSOR: hand; HEIGHT: 213px; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://2.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SVIjwe6k1SI/AAAAAAAAACo/dPcLPo6O-94/s320/%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A71.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuUJNi3cJI/AAAAAAAAACE/KXRE7vN9W7U/s1600-h/à¸à¸¶à¸à¸ªà¸µ1.bmp"&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ช่วงนี้มีแต่ความแตกแยกในสังคมเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทิฏฐิและมานะเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเห็นไม่ตรงกัน ต้องการไม่ตรงกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็แบ่งฝ่ายแบ่งพวก ใครไม่แบ่งก็ถูกแบ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยปริยาย ถ้าเผลอไปพูดให้เหตุผล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเข้า ก็จะถูกโยนไปเป็น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกพวกนึงโดยปริยาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนไก่ในสุ่มไก่ไม่มีผิด ยืนเบียดเสียด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิกตีกันไป ทั้งๆ ที่ล้วนก็ถูกนำไปเชือด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนๆ กัน แต่หารู้ไม่ ยังมัวจิกตีกันอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่น่าเห็นใจมากที่สุด ก็คือผู้ที่ต้องเป็นคนจัดการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะจัดอย่างไรก็ไม่ได้การหมด เพราะจะถูกใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใครทั้งหมดมันยาก ขาดข้อมูลเหตุผลบางประการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปก็ดูเหมือนไม่รอบคอบเป็นกลางจริง และผลก็&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะออกมาว่าไม่ยุติธรรม ทั้งๆ แท้จริงแล้ว การยุติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั้นแหละเป็นธรรมแล้ว แต่ใครจะยอมที่จะยุติเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จบมันไปก็แค่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่ยอมไม่ได้นั้นเพราะอัตตาตัวตน มันล้นทะลัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันผิดไม่ได้ มันถูกไม่ได้ มันไม่ชอบ และชอบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเช่นนั้นเอง มันก็แค่เกิดขึ้นอีกเรื่องแล้วก็&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะจบไปในไม่ช้าแค่นั้น แต่ใครอยากให้ไม่จบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันก็ต่อไปเรื่อยๆ รอยแตกแยกที่อยากจะปกปิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลืมเรื่องการเห็นตามความเป็นจริงกันไปเสียหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปิดและบังคนอื่น เหมือนปิดตาตัวเอง แล้วคิดว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนอื่นคงมองไม่เห็น ไม่พูดนึกว่า คนอื่นคงไม่รู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งทีใจนั้นแทบระเบิดเพราะเก็บงำ ความที่ไม่ควร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เอาไว้ มีกำลังเท่าใด ก็กดเอาไว้ แล้วเมื่อไหร่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความเป็นจริงมันจะเป็นอิสระเสียที ปล่อยให้มัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นของมันตามจริง มันจะเสียหาย ก็คงสมเหตุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมผลของมันแล้ว เพราะมีเหตุ ก็ต้องเกิด หมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุก็ดับไปเอง เท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-306983170402055030?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/306983170402055030/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=306983170402055030' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/306983170402055030'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/306983170402055030'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='ทิฏฐิและมานะ(อีกที)'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SVIjwe6k1SI/AAAAAAAAACo/dPcLPo6O-94/s72-c/%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%A71.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-9966643737784379</id><published>2008-10-27T01:20:00.000-07:00</published><updated>2008-10-27T01:32:39.792-07:00</updated><title type='text'>จิตใจที่เปิดกว้าง</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SQV6E9A1bGI/AAAAAAAAABg/TkmnLakyJO4/s1600-h/dsc_5074_778.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;width: 320px; height: 213px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SQV6E9A1bGI/AAAAAAAAABg/TkmnLakyJO4/s320/dsc_5074_778.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5261745965168421986" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเราเดินทางไปยังต่างจังหวัด ไปยังภูเขา ทะเล ป่าไม้&lt;br /&gt;สายตาได้รับผัสสะของธรรมชาติที่สวยงาม จิตใจก็เปิดกว้าง&lt;br /&gt;เราจะเห็นว่า เราเป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลี เมื่อเทียบกับจักรวาลนี้&lt;br /&gt;แต่เราก็ไม่ต่างกันสัตว์ต่างๆ ที่หากิน หาอยู่ ในแต่ละภูมิประเทศ&lt;br /&gt;ความต่างของเราจะอยู่ที่ไหน ถ้าเรามีชีวิต เพื่อมีชีวิตเท่านั้น&lt;br /&gt;คนมีความคิด ก็เลยใช้ความคิดที่จะหากินมากขึ้น หาอยู่มากขึ้น&lt;br /&gt;และคิดล่วงหน้าที่จะหาสุขมากขึ้น ทั้งๆ ที่แท้จริงแล้ว มันไม่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าจิตเราจะเบิกบานผาสุขกับสัมผัสดีๆ ของ&lt;br /&gt;ธรรมชาติ หรือทนทุกข์กับความเจ็บปวดภายในจิตใจเพราะ&lt;br /&gt;ได้เจอกับผัสสะอันเลวร้าย แม้กระทั่งการเจ็บเพราะกายทุกข์&lt;br /&gt;ก็ตาม จิตใจอันนี้ คือจิตใจอันเดียวกัน ที่เกิดความทุกข์ เกิด&lt;br /&gt;ความสุข แล้วความทุกข์นั้น ความสุขนั้น ก็เปลี่ยนแปลงไป&lt;br /&gt;และดับไปในที่สุด เหมือนๆ กัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเรามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอันนี้ ได้ชัด เราจึงยึดมัน&lt;br /&gt;ถือมันไว้อย่างไม่รู้  ความไม่รู้มันแนบเนียน และเหนียวแน่น&lt;br /&gt;เหลือเกิน จนเรามองไม่เห็นว่า เราถือ เรายึด มันอยู่ จนกว่า&lt;br /&gt;เราจะค่อยๆ ฝึกฝนตัวเองให้หันมามองตัวเองจริงๆ มองความสุข&lt;br /&gt;ความทุกข์ของตัวเองจริงๆ และเข็ดหลาบกับมันจริง เพราะเมื่อ&lt;br /&gt;ใดก็ตามที่เราไม่รู้สึกว่าเข็ดหลาบกับการกำทุกข์นั้นไว้ เราก็จะ&lt;br /&gt;ยึดถือมันไว้อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว แค่ปล่อยมันไปแค่นั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปล่อยมันเหมือนการนอนทอดตัวลงให้สบาย อย่าแข็งขืนจน&lt;br /&gt;ตัวแข็งและปวดเมื่อย โดยไม่รู้ว่า ตัวเองแข็งเกร็งกับกายขนาด&lt;br /&gt;นั้นอยู่ แข็งเกร็งกับใจของเราอยู่ ปล่อยมันไป อย่างที่มันเป็น&lt;br /&gt;จาคะ คือการให้ ให้อย่างชนิดที่เรียกว่า ปล่อยวาง แม้กระทั่ง&lt;br /&gt;ศัตรูที่คิดร้ายอยู่ในใจเรา ให้ปล่อยเขาไป เหมือนการให้ทุก&lt;br /&gt;อย่างที่เราเคยให้ได้ ปล่อยออกจากจิต ทั้งดีทั้งชั่วอย่ายึดมัน&lt;br /&gt;ไว้ในใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยึดกิเลสก็ทุกข์กับกิเลส ยึดดีก็ติดดี ไม่ยึดแม้ความไม่มีอะไร&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์ท่านสอนเรามาแล้ว เรามีหน้าที่เดียวคือปฏิบัติให้&lt;br /&gt;ตรงตามคำสอนของท่าน ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ด้วย&lt;br /&gt;การเข้าใจกายใจเรานี้ให้ดีว่า มันกำลังทำอะไรอยู่ มันยึดอะไร&lt;br /&gt;อยู่ มันทุกข์เพราะการเข้าไปยึดอะไร ท่านกล่าวว่า เรายึดอะไร&lt;br /&gt;เราก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-9966643737784379?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/9966643737784379/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=9966643737784379' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/9966643737784379'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/9966643737784379'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/10/blog-post.html' title='จิตใจที่เปิดกว้าง'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SQV6E9A1bGI/AAAAAAAAABg/TkmnLakyJO4/s72-c/dsc_5074_778.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2887743820563560843</id><published>2008-08-21T09:53:00.000-07:00</published><updated>2008-10-27T01:50:17.656-07:00</updated><title type='text'>สหธรรมิก</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SK2hBtCHybI/AAAAAAAAABY/8B3Rs-PHObM/s1600-h/8330wide.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SK2hBtCHybI/AAAAAAAAABY/8B3Rs-PHObM/s320/8330wide.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5237018992342190514" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สหธรรมิก หรือเพื่อนผู้ปฏิบัติภาวนา เป็นผู้ที่เราสนทนา&lt;br /&gt;ธรรมร่วมกัน ไปกราบครูบาอาจารย์ด้วยกัน ศึกษาปฏิบัติแล้ว &lt;br /&gt;มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน บางคนอาจจะมองว่า เเราพูดคุย&lt;br /&gt;เพราะเรา พยายามจะไปสอนใครหรืออย่างไร  ในส่วนตัวแล้ว &lt;br /&gt;รู้สึกเสมอว่า เราเป็นเพียงเพื่อนร่วมเส้นทางภาวนามาด้วยกัน&lt;br /&gt;เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสนทนาธรรมกันนั้น เรียกอีกอย่างนึงว่า ธรรมสากัจฉา &lt;br /&gt;คือต่างถามและตอบกัน เมื่อเราสนทนากันนั้น ถ้าเรารู้จักที่จะ&lt;br /&gt;โยนิโสมนสิการ เข้ามาดูในจิตใจและเทียบเคียงผลของการ&lt;br /&gt;ปฏิบัติของเราให้แยบคายขึ้น  ก็จะทำให้มีประโยชน์ทั้งเรา &lt;br /&gt;และเขา  แน่นอนว่าในขณะที่เราสนทนากันนั้น เราก็แบ่งปัน&lt;br /&gt;ประสบการณ์การภาวนาที่เราพบเห็น หรือฟังจากครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;ให้เขาฟัง และเขาก็แบ่งปันให้เราเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสนทนากันเยี่ยงบัณฑิต มีกล่าวไว้ในมิลินทปัญหา &lt;br /&gt;ที่กล่าวถึงการพูดสนทนากันเยี่ยงบัณฑิต คือ ถึงจะมีการโต้แย้ง&lt;br /&gt;กันบ้าง ก็ไม่มีความขุ่นเคือง แต่โต้แย้งด้วยเหตุผล และนำมา&lt;br /&gt;พิจารณาอย่างชนิดที่เรียกว่า โยนิโสมนสิการด้วยตนเองด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกครั้งที่เราสนทนาธรรมกันนั้น แม้บางครั้ง ผู้ที่เราสนทนา&lt;br /&gt;ด้วยจะไม่มีความรู้ในทางธรรม ในเชิงปริยัติเลยก็ตาม แต่&lt;br /&gt;ความเป็นธรรมชาติที่แท้จริง ที่เขาแสดงออกกับเรานั้น ล้วน&lt;br /&gt;เป็นธรรม เราสามารถเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งแน่นอนว่า &lt;br /&gt;โดยเฉพาะผู้ที่ภาวนาแบบดูจิต ก็จะเห็นจิตตนเองอย่างชัดเจน &lt;br /&gt;ขณะสนทนาธรรมกันด้วย บางครั้ง เราก็เกิดอัตตาตัวตน จน&lt;br /&gt;น่าเกลียด คุยสนทนาไปด้วยความรู้สึกลำพองว่า เรารู้ดีกว่า &lt;br /&gt;รู้มากกว่า แม่นยำกว่าในเชิงปริยัติ แต่ในทางปฏิบัตินั้น เราหลง&lt;br /&gt;ไปเรียบร้อยแล้ว หลงสร้างภพชาติ หลงสร้างอัตตา &lt;br /&gt;ให้ตัวเองเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉะนั้นสหธรรมิกนั้น เป็นผู้ที่ถือว่าเป็นเพื่อนร่วมวัฎฎะของเรา&lt;br /&gt;อย่างแท้จริง และเป็นผู้ยังประโยชน์ให้แก่กัน ถ้าเราต่างก็&lt;br /&gt;ปาวารณาตัว เช่นเดียวกับหมู่ส่งฆ์ท่านทำ คือ กล่าวให้เขา&lt;br /&gt;สามารถติติงเราได้ ก็จะทำให้เราเห็นแง่คิด เห็นมุมมองของ&lt;br /&gt;ตัวเองผ่านผู้อื่น อันเป็นเหมือน กระจกเงาที่ส่องให้เห็น รวมทั้ง &lt;br /&gt;ท่าทีที่เขาแสดง เราเห็นง่าย เพราะปกติแล้วเราย่อมเห็นออก&lt;br /&gt;ไปนอกตัว กิเลสคนอื่นจึงชัดเจน ซึ่งถ้าเราสามารถน้อม &lt;br /&gt;ย้อนกลับมาดูที่ตัวเองว่าเราเองว่าต่างจากเขาหรือไม่ เราก็&lt;br /&gt;จะได้ปัญญาไม่น้อยในการรู้นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเราสนทนากันนั้น ส่วนมากเรานำเอาทิฏฐิคือความเห็น&lt;br /&gt;ของเรา เป็นตัวตั้ง เช่นเดียวกับผู้อื่นก็ทำเช่นเดียวกัน ทิฏฐิ&lt;br /&gt;ที่ไม่ลงรอยกันนั้น ทำให้เกิดความขัดเคืองใจทั้งเราและเขา &lt;br /&gt;เพราะเรามีตัณหา อยากที่จะให้เขาเห็นอย่างเดียวกับเรา &lt;br /&gt;หรืออย่างน้อยที่สุด เราก็รู้สึกว่า ผู้อื่นไม่ได้มาตรฐานอย่างที่&lt;br /&gt;เราคาดหวัง ทุกๆ อย่างล้วนเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น &lt;br /&gt;ในตัวเราเอง ที่เราสามารถโยนิโสมมนิการเข้ามาเห็นตัวเอง&lt;br /&gt;ได้อย่างชัดเจน ด้วยอาศัยสหธรรมิกนั้นเป็นกระจกเงาให้เรา&lt;br /&gt;เป็นอย่างดี&lt;br /&gt; _/|\_&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2887743820563560843?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2887743820563560843/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2887743820563560843' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2887743820563560843'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2887743820563560843'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/08/blog-post.html' title='สหธรรมิก'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SK2hBtCHybI/AAAAAAAAABY/8B3Rs-PHObM/s72-c/8330wide.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-4633795644806031745</id><published>2008-07-13T10:29:00.000-07:00</published><updated>2008-07-13T10:43:59.238-07:00</updated><title type='text'>ธรรมะ สดๆ ร้อนๆ</title><content type='html'>&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SHo-0ihFfMI/AAAAAAAAABI/dRJfZMlECu8/s1600-h/flower_014.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SHo-0ihFfMI/AAAAAAAAABI/dRJfZMlECu8/s320/flower_014.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5222555790229208258" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ธรรมะต้องเป็นของสดๆ ร้อนๆ&lt;br /&gt;นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนั้น เป็นปัจจุบันธรรม เป็นปัญญา&lt;br /&gt;แว่บเดียว ที่ผู้เห็นจะรู้สึกลึกซึ้งกับข้อธรรมนั้นๆ เหลือเกิน&lt;br /&gt;แม้ว่าเวลาจะมาเขียนมันจะดูจืดๆ ชืดๆ ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ธรรมะจึงเป็นของราบเรียบ ที่ลึกซึ้งเหลือประมาณ&lt;br /&gt;สมมุติกับวิมุตติที่อยู่ติดกันจนแยกไม่ออกถ้าขาด&lt;br /&gt;ซึ่งสติปัญญาที่จะเข้าไปเห็น แต่ทั้งนี้การยึดมั่นในระดับ&lt;br /&gt;นึงของความรู้ความเห็น ก็ยังเป็นความยึดถือ ยังเป็นเรา&lt;br /&gt;ผู้รู้ผู้เห้นผู้เข้าใจ ทั้งๆ ที่ธรรมะมีแต่เกิดขึ้น และดับไปเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความละเอียดละออในข้อธรรม การแจกแจงธรรมนำมาเล่า&lt;br /&gt;ล้วนเป็นจริต นิสัย วาสนา ของแต่ละท่าน ที่มี ที่เป็น ซึ่งเป็น&lt;br /&gt;ปรมัติอย่างนึงเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จิตที่เคลื่อนออกเป็นสังขารทั้งสิ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จิตสังขารทำงานอยู่ตลอด เรามีหน้าที่ ที่จะรู้ด้วยความ&lt;br /&gt;เป็นกลางเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าหลวงพ่อนั้น&lt;br /&gt;ถ้ารู้อย่างไม่เป็นกลาง ก็จะโดนทันที แต่เมื่อใดที่แม้จะมี&lt;br /&gt;กิเลสรุงรังอยู่ แต่เราสามารถรู้ได้อย่างเป็นกลาง วันนั้นท่าน&lt;br /&gt;ก็จะบอกว่า เราภาวนาได้ดีแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับวันความทุกข์ที่เหมือนเดิม ก็ไม่เหมือนเดิม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขันธ์มันมีอยู่แล้ว เป็นวิบากให้เราต้องชดใช้ เราจึงได้ยิน&lt;br /&gt;ได้เห็น ได้รับรู้ และรับทุกข์นั้น ขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านั้น&lt;br /&gt;เป็นไปสมเหตุสมผลของมัน เพราะกรรมย่อมให้ผลเที่ยงธรรม&lt;br /&gt;เสมอ  เรารับรู้วิบากให้เป็นสิ่งที่ถูกรู้ได้เช่นเดียวกับสภาวะธรรม&lt;br /&gt;อื่นๆ ได้เช่นเดียวกัน เราจะเห็นได้ว่า เมื่อเรายอมรับและรู้อย่าง&lt;br /&gt;ถูกต้อง เป็นกลาง ตรงต่อความเป็นจริง เที่ยงตรงกับมันนั้น&lt;br /&gt;ความทุกข์ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การมีชีวิตเพียงราตรีนึงก็คุ้มค่าแล้ว สำหรับตรงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าชาตินี้เราจะไม่ได้อะไรเลย นอกจากได้ปฏิบัติ เราก็พอใจ&lt;br /&gt;เพราะเห็นแล้ว ทางที่ถูกเป็นอย่างไร ทางที่ตรงเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;จริต นิสัย วาสนา นั้นละไม่ได้ แต่เป็นไปเช่นนั้น การเข้าใจ&lt;br /&gt;ในเรื่องนี้ทำให้เรา เข้าใจเรื่องทิฏฐิของตนเอง และผู้อื่นไปด้วย&lt;br /&gt;ไม่เคยมีอะไรที่ผิดหรือถูก มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุปัจจัยของ&lt;br /&gt;แต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกรรม วิบาก และกิเลสที่ยังย้อมอยู่นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสุขเพียงเท่านี้ เป็นผลรองรับได้แล้วว่า นี้คือทาง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-4633795644806031745?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/4633795644806031745/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=4633795644806031745' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4633795644806031745'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4633795644806031745'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/07/blog-post.html' title='ธรรมะ สดๆ ร้อนๆ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SHo-0ihFfMI/AAAAAAAAABI/dRJfZMlECu8/s72-c/flower_014.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-8927031870061670956</id><published>2008-03-02T18:33:00.000-08:00</published><updated>2008-03-02T18:57:32.039-08:00</updated><title type='text'>อาตาปี</title><content type='html'>อาตาปี สัมปชาโน สติมา เป็นวลีที่กล่าวถึงตบะ ความเพียร ที่จะมีสติสัมปชัญญะ&lt;br /&gt;ความเพียรที่จะแผดเผากิเลสที่เรียกว่า อาตาปีนั้น เป็นความอดทนต่อการระลึกรู้&lt;br /&gt;อดทนต่อคำสอนของครูบาอาจารย์ อดทนที่จะดู อดทนที่จะรู้ และอดทนแม้แต่&lt;br /&gt;สิ่งแวดล้อม ผู้คน และสิ่งต่างๆ ที่จะดึงเราเอาไว้ให้ติดสิ่งต่างๆ เจ็ดสิ่ง ทำให้ชีวิต&lt;br /&gt;ที่เหมือนท่อนไม้ของเรานั้น ไม่ติดฝั่งซ้ายฝั่งขวา มีสิทธิที่จะล่องไปในแม่น้ำ&lt;br /&gt;ลำธารแห่งชีวิตที่จะมีจุดหมายสุดท้ายคือทะเลกว้าง เป็นอิสระอย่างแท้จริง จาก&lt;br /&gt;การเดินทางอันยาวนาน จนไม่สามารถจะจดจำได้ว่า สุดท้ายนั้น เราเดินทางไป&lt;br /&gt;เพื่อการหลุดพ้น แม้ว่าสุดท้ายจะเป็นทะเล แต่การติดฝั่งทั้งสองข้าง หรืออุปสรรค&lt;br /&gt;ทั้งเจ็ดที่จะพาเราล่มเรื่อยไป ถ้าเราท้อแท้ต่ออุปสรรคต่างๆ ขาดความอดทนที่จะ&lt;br /&gt;ผ่านด่านแห่งการทดสอบจิตใจต่างๆ เราก็ไม่สามารถผ่านไปได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลานี้เป็นนาทีทองในวัฎฎะสงสารที่เราเดินทางมายาวไกลเหลือเกิน&lt;br /&gt;เรามีตบะความเพียรอดทนไม่ย่อท้อ ต่อสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา เพื่อเดินทาง&lt;br /&gt;ไปยังจุดหมายที่เราเองเท่านั้น ที่จะทราบได้ว่า มันถูกทางแล้ว เพราะการปฏิบัติ&lt;br /&gt;ที่ผ่านมาแม้จะยากลำบาก ทุกข์เท่าใดก็ตาม เรารู้ดีว่า ทุกข์ในวัฏฏะสงสารนั้น&lt;br /&gt;น่ากลัวกว่ามากการติดไปสู่อบายภูมินั้น มีเหตุมากมายที่จะพาจิตเราไปจุดนั้น &lt;br /&gt;แต่ขณะปัจจุบันที่เรามีสติ รู้สึกตัว เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่า ความสุขแท้จริงมีอยู่ &lt;br /&gt;ณ ขณะจิตนั้น จิตที่เป็นกลางเป็นสุขกับการรู้สึกเนื้อรู้สึกตัว เป็นสุขเพราะรู้ทุกข์ &lt;br /&gt;สิ่งเหล่านี้แม้จะเกิดกับเราเพียงเล็กน้อยชั่วครั้ง ชั่วคราว เราก็ทราบดีแล้วว่า &lt;br /&gt;นี่คือทาง ความอดทนจึงเป็นตบะ เป็นอาตาปี ตบะเพียรเผากิเลส ด้วยการรู้สึกตัว&lt;br /&gt;มีสติ นั่นเองเราควรแล้วที่จะมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-8927031870061670956?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/8927031870061670956/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=8927031870061670956' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8927031870061670956'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8927031870061670956'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/03/blog-post.html' title='อาตาปี'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-1424553048965642380</id><published>2008-01-15T06:21:00.000-08:00</published><updated>2008-01-15T06:39:22.610-08:00</updated><title type='text'>ภาวนาที่บางพระ</title><content type='html'>การได้ไปภาวนาบางพระ คือการได้ไปนอนที่ราชภัฏบางพระซึ่งเป็นหอพักนักศึกษา และเช้าก็ได้ไปส่งการบ้านหลวงพ่อทุกวัน มีคนไปภาวนาแบบนี้หลายคน คนละหลายวัน บางคนไปเช่าเป็นเดือนเลยก็มี เรามักเข้าไปวัดกันแต่เช้า เพื่อจะได้อยู่ในวัดมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าตั้งแต่วัดเปิดประตูเลยทีเดียว และอยู่อ้อยสร้อยกันจนปิดศาลาจึงค่อยๆ ทยอยกันกลับออกจากวัด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไปภาวนาและได้ส่งการบ้านหลวงพ่อติดต่อกันให้ผลดีไม่น้อย เราเห็นว่าหลายๆ คนที่ทำเขามีความก้าวหน้าไม่น้อย เลยลองดูบ้างซึ่งผลก็จริง เพราะเราได้ส่งการบ้านทั้งด้วยคำพูดและส่งในใจในบางวันได้ต่อเนื่อง  รู้สึกได้เลยว่า การภาวนาเต็มที่จริงๆ แม้จะไม่ได้เน้นการเดินจงกรม นั่งสมาธิเหมือนเมื่อไปวัดอื่นๆ แถมยังมีเวลากินอาหารเย็นอีก ไม่ได้ถือศีลแปด แต่ถือแค่ศีลห้า กับตามรู้ตามดูแทบจะตลอดเวลา เพราะจิตที่ตั้งไว้ว่าจะมาภาวนา แต่ก็ไม่ได้เคร่งเครียดเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันสุดท้ายของการภาวนา (วันอื่นๆ เขียนไว้ในเรื่องแปลกๆ บ้างกับบันทึกประจำวัน) เราก็รู้สึกว่า เรารู้เลยว่า เมื่อภาวนาดีนั้นเราไม่ส่งการบ้านเราก็ทราบแก่ใจตัวเองว่า มันชัดเจนว่า เราภาวนาได้ดีหรือไม่ดีอย่างไร โดยเฉพาะเวลาไม่ดีจริงนั้น เรามักอยากส่งเพื่อให้หลวงพ่อรับรองสภาวะ วันนี้เรารู้สึกว่าดี และเก็บไว้ดูเอง ใจนึงก็คิดเหมือนกันว่า หรือเราจะประมาทไปไม่กราบเรียนหลวงพ่อ แต่เห็นว่าถึงรายงานไป ก็เหมือนอวดแต่ส่งที่ตัวเองทำได้และอยากให้พวกพ่อชม เราจึงเฉย มีแว่บๆ ว่าอยากให้หลวงพ่อบอกเหมือนกัน รู้สึกอุ่นใจดี สุดท้ายก็ไม่ได้ส่ง ปล่อยให้ไมค์ผ่านไปผ่านมา สุดท้ายก็กราบลาท่าน ตอนเลิกแล้ว ท่านเดินกลับเข้ามาคุยกับพวกจักรและคนอื่นๆ เราเกรงใจไม่กล้าเข้าไป ท่านก็ส่งเสียงมาแต่ไกลว่า "ดีแล้ว" เรากราบพระหนสุดท้ายก่อนออกจากศาลาแผ่ส่วนกุศลเห็นท่านมองมาแล้วก็ทักว่า "ดีแล้วนะ ทำไป" ^_^ ก็ยังอดปลื้มไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงวันหลังนี้เราไปดูแข่งโรลเลอร์สเกตกับสเกตบร์ดของเด็กๆ รุ่นแล้มป์ ที่สวนสุขภาพศรีราชา ที่ที่เราไปภาวนากันช่วงบ่ายและเย็น เผอิญเป็นวันที่มีการแข่งคัดตัวกัน เราไปดูแล้วนึกดีใจที่แล้มป์ไม่ชอบเล่นอะไรแบบนี้ ดูแล้วจิตใจไม่เป็นปกติเลย แม้จะดูจิตไปด้วย เห็นว่าจิตผิดปกติไป แต่เมื่อมายืนดูน้ำทะเล จิตจึงค่อยสงบระงับลง หลังทานอาหารเย็น กลับมาเดินจงกรมกันอีก เราก็เลยเดินไปดูอีกครั้ง คราวนี้เห็นจิตที่หลงไปก่อน แล้วจึงเห็นความรู้สึกไปตามสิ่งที่เห็น เห็นการหลงของจิตที่ติดต่อกัน รู้สึกว่าดี ก็เดินออกมา ดูจิตไปเรื่อยๆ จิตไปคิดเรื่องคุณต้อม แล้วก็เกิดรู้สึกเห็นตัวเองแบบเดียวกัน คือเห็นตัวเองเป็นคนอื่นเหมือนเห็นคุณต้อม การเห็นตรงนี้แม้จะแว่บเดียวก็ตาม จิตเป็นกลางไปจนเช้า เช้าวันนั้น หลวงพ่อถึงบอกว่าดีแล้ว เราเองก็ทราบ ^_^ หลวงพ่อบอกว่า เมื่อเราภาวนาแล้วต้องรู้ด้วยตนเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-1424553048965642380?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/1424553048965642380/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=1424553048965642380' title='2 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1424553048965642380'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1424553048965642380'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/01/blog-post_15.html' title='ภาวนาที่บางพระ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-3273077225186211691</id><published>2008-01-15T06:02:00.001-08:00</published><updated>2008-01-15T06:19:46.744-08:00</updated><title type='text'>บางพระ</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R4y9K3HpbBI/AAAAAAAAABA/9sZr1oMlqLE/s1600-h/dsc_1607_724.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R4y9K3HpbBI/AAAAAAAAABA/9sZr1oMlqLE/s320/dsc_1607_724.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5155703667724741650" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้ไปภาวนาที่บางพระสองช่วง คือช่วงปีใหม่กับวันที่ 10-14 ครั้งละสี่คืนห้าวัน มีคุณแมวให้ความอนุเคราะห์ในการเดินทาง และการอยู่ที่บางพระไปหาที่ภาวนากลางวันและหาที่ทานอาหาร ช่วงครั้งที่สองที่จะไป เราเริ่มขาดปัจจัยที่จะไปแม้แต่เพียงตัวเองลำพังก็ดูว่าคงไปไม่ได้แล้ว เพราะหลังจากกลับมาจากครั้งแรก เหลือสตางค์มาแค่ 100 บาท ซึ่งที่จริงก็เอาไปเพียง 1,100 นั่นแหละ แต่ความที่ไม่เคยใช้เงินเวลาไปภาวนาเลย ลึมนึกไปว่าครั้งนี้เราไม่ได้อยู่วัด ค่าที่พักรวมแล้วแค่สี่ร้อย แต่เราทานอาหารกันสามมื้อ มื้อแรกไม่มีปัญญาเพราะทานที่วัด แต่มื้อที่สองและสามที่ต้องไปด้วยกัน เราก็ฝืดเหลือกำลัง เป็นเหมือนสิ่งทดสอบจริงๆ ที่ว่า มันไม่ง่ายเลยที่จะไปภาวนาแม้จะมีเวลาและโอกาสแล้วก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อนไปครั้งที่สองเราจึงคิดว่าจะโทรฯ ไปแจ้งงดกับคุณแมว วันนั้นก็ฝันว่า ตัวเองและทุกคนที่อยู่ในฝันนั้น ล้วนอยู่ในคุก เรารู้ดีว่าเราอยู่ในคุกซึ่งไม่มีทางหนีรอดไปได้เลย มีผู้คุมอยู่จำนวนนึงคุมอยู่ด้วย และคอยบอกให้พวกเราทำอะไร ผู้คุมให้เราไปเอาสมบัติ ซึ่งมีอยู่มาก ใครจะเอาเท่าใดก็ได้ ตามสบาย ต่างคนต่างดีใจไปเก็บทรัพย์สมบัติกันใหญ่ เราก็เป็นคนนึงที่เก็บด้วย และเก็บไปก็คิดเก็บไปเผื่อคนนั้นคนนี้ ในใจเราก็นึกได้ว่า สมบัติเหล่านี้แท้จริงมันก็คือสมบัติของเราเองนี่นา รู้สึกสลดใจ  จากนั้นผู้คุมก็สั่งให้ไปอาบน้ำทุกคน ขณะที่เราสลดใจนั้น ก็เห็นป๋านั่งอยู่แถวนั้นด้วย ท่าทางมีความสุขดีแต่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร เรานึกในใจว่าการจะหนีจากคุกนี้สักคน ก็ต้องหนีเองตามลำพัง ทุกคนเขาไม่ได้รู้ว่าตัวเองอยู่ในคุก และต้องหาทางหนีจากคุก ทุกคนดูมีความพอใจ มีความสุขตามควร เราเห็นน้ำที่จะต้องอาบเป็นแอ่งๆ ลาดๆ ที่พื้นเรียบแต่น้ำนั้น เรารู้ดีว่าสกปรก เราเห็นคุณแมวพูดขึ้นว่า สกปรกจะตายจะอาบได้อย่างไร แล้วพยายามเดินเลี่ยงหาที่สอาด เราก็เช่นกัน แล้วรู้สึกว่า เราเดินเลี่ยงออกมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นวิ่ง และวิ่งกันไปเรื่อยๆ ตาเราเหลือบมองเห็นมีผู้หญิงอีกคนวิ่งอยู่ข้างๆ คุณแมว แต่เราเห็นไม่ถนัดว่าเป็นใคร เราไม่สนใจ เราสามคนต่างวิ่งไปด้วยกัน เหมือนรู้สึกว่าเราเริ่มรู้ว่ามีทางออก แล้วสุดท้ายเราสามคนก็กระโดดลงไปในหลุมทรายใหญ่ๆ ที่ไม่อาจจะเดาได้ว่าลึกแค่ไหน ทั้งกลัวทั้งกล้า เราสามคนกระโดดไปพร้อมกันอย่างไม่พูดไม่จา แล้วมันก็เป็นทางออกจากคุกจริงๆ เราไปโผล่ที่นึงที่มีรถรางมารับ เราขึ้นรถรางกันไป เราเห็นคุณแมวกับอีกคนลงจากรถรางแล้วเปลี่ยนชุดสวย แต่ดูท่าเขายังไม่พอใจเท่าใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดเราก็ได้ไปบางพระอีกครั้งเพราะเกิดไปเจอสลากออมสินที่หมดอายุตั้งแต่ปี48 ได้เงินมาห้าพันกว่าบาท ต่อชีวิตไปได้อีกพักนึงและทำให้สามารถไปภาวนาที่บางพระได้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-3273077225186211691?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/3273077225186211691/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=3273077225186211691' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/3273077225186211691'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/3273077225186211691'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2008/01/blog-post.html' title='บางพระ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R4y9K3HpbBI/AAAAAAAAABA/9sZr1oMlqLE/s72-c/dsc_1607_724.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-5061489976159481220</id><published>2007-12-16T01:18:00.000-08:00</published><updated>2007-12-16T01:46:49.075-08:00</updated><title type='text'>ชีวิตเหมือนความฝัน</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R2Tz_RjzPiI/AAAAAAAAAAs/3GWSHbXWoOk/s1600-h/_27_121.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R2Tz_RjzPiI/AAAAAAAAAAs/3GWSHbXWoOk/s320/_27_121.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5144504942734818850" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชีวิตเหมือนความฝัน เพราะมันเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วขณะๆ หนึ่ง ไม่ได้มีอยู่จริง แม้ว่ามันจะดี สวยสดงดงาม หอมหวาน หรือทนทุกข์ เศร้าสลดเท่าใดก็ตาม มันเป็นเพียงฉากๆ หนึ่ง เหมือนภาพยนต์ที่แสนประทับใจ ผูกเราไว้ กับความรู้สึก รักชอบ เกลียดชัง และเฉยๆ ตราบใดที่จิตใจเรายังหลงอยู่ และยังอยากที่จะเสพความสุขความทุกข์นั้น ซึ่งแน่นอนว่า มันเลือกไม่ได้ด้านเดียว เพราะสิ่งที่อยู่ตรงกันข้ามของสิ่งสองสิ่ง มันคือสิ่งๆ เดียวกัน โดยเนื้อแท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตราบใดที่เรายังพอใจที่จะเสพ ความรู้สึกนั้น ความปรุงแต่งย่อมเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน ส่งต่อกันไปไม่มีที่สิ้นสุดมีทั้งสุขทุกข์ดีเลว  เราเองคิดว่าเราต้องความเป็นจริง หรือเห็นตามความเป็นจริงนั้น แท้จริงแล้ว เราไม่ต้องการรับรู้มัน จิตใจเรายังอยากที่มีสุขเกลียดทุกข์ ชอบความประณีตเกลียดความหยาบกระด้าง และไม่ยอมรับว่า ทุกสิ่งมันเป็นของมันเช่นนั้นเอง จิตใจเราที่เหมือนตุ้มนาฬิการที่แกว่งไปมา ซ้ายทีขวาที ยิ่งแรงไปก็ตีกลับมาแรง เป็นผลของกรรมและวิบากนั้นเอง สงบมาก ต่อมาก็จะฟุ้งซ่านมาก สุขประณีตนุ่มนวลด้วยราคะก็ตีกลับมาเป็นโทสะเพราะความขัดเคืองที่เสียความสุขอันประณีตนั้นไป เราไม่ได้ต้องการเห็นตามความเป็นจริง จึงมีความอยากที่จะให้ชีวิตมีแต่ด้านเดียว คือความสุขความพอใจเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกวันเราจึงฝันอยู่ตลอดเวลาทั้งเวลาหลับและตื่น ไม่ได้เห็นความเป็นจริงได้จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้รู้ว่า มันเป็นอย่างนั้น เพราะเราอยู่กับมันมาอย่างเคยชิน แต่เมื่อใจพบความทุกข์ในเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราก็เริ่มฉงนใจ เพราะเหตุใด ชีวิตนี้จึงทุกข์นักหนา ทำไมความสุขเป็นสิ่งที่ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ความทุกข์เวลาของมันแต่ละวินาทีช่างเชื่องช้าทรมาณ เสียจริงๆ  เราไม่เห็นความฝันอันนี้ว่า มันกำลังดำเนินของมันอยู่ ตราบจนกระทั่งสติฯ เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น เราจึงรู้สึกเหมือนตื่นจากฝันขึ้นชั่วขณะ ตื่นจากฝันดี ตื่นจากฝันร้าย และอยู่ในโลกของความเป็นจริง อันสอาดบริสุทธิ์ เราจะเห็นจิตที่ไขว่คว้าหาแต่ความสุขที่เหมือนความฝัน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้มีแต่ฝันดีแต่จะมีฝันร้ายรวมอยู่ด้วยเสมอ แต่ใจที่ใคร่ในภพนั้น จึงสร้างความฝันนี้ขึ้นมาเป็นภพน้อยภพใหญ่อยู่เสมอๆ  ทำไฉนเลยเราจึงเห็นตามความเป็นจริงนี้เสียที ทำไฉนจิตใจของเราจะรู้ ตื่น เบิกบาน เป็นธรรม หนทางอันเดียวที่จะพบเราไปพบกับความเป็นจริงได้ ก็เพียงแต่เรา ตามรู้ ตามดู รูปนาม กายใจเรานี้ไปเสมอๆ ศึกษารู้จักแง่มุมต่างๆ ของจิตใจของเราเอง ให้เห็นว่า ทุกวันเราฝันอย่างไรอยู่ เมื่อใดที่เรารู้สึกตัวขึ้นมา เราก็จะตื่นขึ้นจากความฝันอันยาวนานเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ที่ตื่นแล้วจึงเปรียบเสมือนรุ่งอรุณ ความสว่างแห่งปัญญาเริ่มฉายความเป็นจริง ที่อบอุ่น นุ่มนวลและสงบแต่ตั้งมั่นด้วยความเป็นจริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-5061489976159481220?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/5061489976159481220/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=5061489976159481220' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5061489976159481220'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5061489976159481220'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/12/blog-post.html' title='ชีวิตเหมือนความฝัน'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R2Tz_RjzPiI/AAAAAAAAAAs/3GWSHbXWoOk/s72-c/_27_121.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-5983028579967494844</id><published>2007-11-29T17:55:00.000-08:00</published><updated>2007-11-30T16:29:38.374-08:00</updated><title type='text'>อดนอน ผ่อนอาหาร</title><content type='html'>&lt;a href="http://2.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R09tveTDUlI/AAAAAAAAAAc/FI-jEUC3pfM/s1600-R/img_2912.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://2.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R09tveTDUlI/AAAAAAAAAAc/FXsIrrrxlj4/s320/img_2912.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138446362207277650" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ภาพงานกฐินที่สวนสันติธรรม กับญาติธรรม ปี 50&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงภาพไม่ได้เกี่ยวกับหัวข้อธรรมที่จะกล่าวถึงเลย &lt;br /&gt;แต่อยากเล่าเรื่องนี้เพราะได้ไปอ่านบทความของชลนิล&lt;br /&gt;ในธรรมใกล้ตัวฉบับปลายเดือน พย.50 นี้ เรื่องจดหมาย&lt;br /&gt;จากภูผาเหล็ก แม้ว่าคุณชลนิลไม่ได้อยู่ในภาพนี้ด้วย &lt;br /&gt;เพราะหมู่คณะมากมายกว่านี้ที่อยู่หลังกล้อง ขณะถ่ายภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทความของคุณชลนิลกล่าวถึงเรื่องนึงเป็นสิ่งที่กระตุ้น&lt;br /&gt;ให้อยากเขียนเรื่องนี้ ก็คือการอดนอน ผ่อนอาหาร&lt;br /&gt;ซึ่งเป็นการภาวนาที่สายพระป่าท่านนิยมนำมาขัดเกลา&lt;br /&gt;กิเลส เพื่อผลของการภาวนานั่นเอง (แต่ก็มีชนิดที่ทำ&lt;br /&gt;เพื่อแข่งดี อวดอัตตาตัวตนอีกแบบนึงเช่นกัน)จึงอยาก&lt;br /&gt;จะเล่าแบบบันทึกในสิ่งที่เคยทำมาไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดนอน คือการภาวนาที่เรียกว่า การถือเนสัชชิก คือภาวนา&lt;br /&gt;ตลอดรุ่งไม่ให้หลังแตะพื้น หรือพูดง่ายๆ ว่าไม่มีการนอน&lt;br /&gt;การภาวนาจะอยู่แค่ใน อิริยาบท ยืน เดิน นั่ง เท่านั้น&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์บางรูปท่านก็ภาวนาแบบนี้โดยใช้เวลาเป็นเดือน&lt;br /&gt;เป็นปีก็ยังมี นับเป็นการภาวนาที่อุกฤตทีเดียว แสดงให้เห็น&lt;br /&gt;ปณิธานที่แน่วแน่ของครูบาอาจารย์ แต่ถามว่าแบบนี้ร่างกาย&lt;br /&gt;มิทรุดโทรมแย่หรือ ส่วนนึงก็ใช่ค่ะ ร่างกายท่านช่วงอายุ&lt;br /&gt;มากขึ้นท่านก็มีอาพาธไปตามสังขารร่างกายที่ใช้มาอย่างหนัก &lt;br /&gt;แต่ถ้าถามว่าจริงๆแล้วหลับหรือไม่ ก็ต้องตอบว่า ร่างกายเอง&lt;br /&gt;ก็มีการปรับตัวเองด้วยการหลับค่ะ แต่จะเป็นแบบว่าหลับไปใน&lt;br /&gt;ท่านั่งหรือว่า เข้าฌานในท่านั่งไป ส่วนมากครูบาอาจารย์ที่ท่าน&lt;br /&gt;ทำเช่นนี้ก็มักจะเข้าฌานเพื่อพักผ่อนเป็นหลัก แต่ในคนทั่วๆ ไป&lt;br /&gt;เมื่อร่างกายต้องการการพักผ่อนมันจะเป็นอัตโนมัติที่จะพักเอง &lt;br /&gt;ด้วยการหลับในท่านั่งใน บางท่านใช้อุบายด้วยการผูกตัวเองไว้&lt;br /&gt;กับเสาหรือต้นไม้ เพื่อไม่ให้หลังติดพื้นจะได้ไม่เสียสัจจะ ถามว่า&lt;br /&gt;ทำไปเพื่ออะไร เดิมทีตัวเราเองก็คิดว่าจุดของการถือเนสัชชิกอยู่&lt;br /&gt;ตรงที่ไม่นอนเท่านั้น จึงพยายามภาวนาข้ามคืนด้วยการไม่นอน &lt;br /&gt;ครั้งแรกทำที่เขาสวนหลวง (อศมสถานเขาสวนหลวง) ซึ่งถือว่า&lt;br /&gt;โอกาสดีมากเพราะที่นั่นจะถือเนสัชชิกทุกวันพระอยู่แล้วเป็นประจำ&lt;br /&gt;แต่ก็พบว่าการทนเพื่อให้ไม่ต้องนอนลงไปนั้น เราได้แค่ขันติความ&lt;br /&gt;อดทนเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไปก็คือ สติฯ การที่เราทนง่วงและ&lt;br /&gt;ไม่ยอมนอน ในขณะที่ร่างกายรับไม่ไหวแล้วนั้นเราก็ขาดสติฯ &lt;br /&gt;ชนิดว่าแทบไม่เป็ผู้เป็นคนและเผลอหลับไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว &lt;br /&gt;แม้ว่าหลังไม่ติดพื้น แต่เขานั้นตกภวังค์หลับไปเรียบร้อย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ภายหลังมาพบความเป็นจริงว่า การถือการถือเนสัชชิกนั้น&lt;br /&gt;เพื่อเป็นการฝึกสติฯ ซึ่งเหมาะกับบางท่าน ที่นอนน้อยก็&lt;br /&gt;ทำให้เกิดสติฯ ได้ดี เพราะการนอนมากก็ทำให้จิตซึมเซา&lt;br /&gt;ตกอยู่ในโมหะมากกว่าปกติ เมื่อมีสติฯ เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นั้น &lt;br /&gt;นิวรณ์ ความง่วงเหงา หาวนอน ก็ไม่สามารถครอบงำได้&lt;br /&gt;เพราะเคยได้สภาวะนั้นกับตัวเอง เพราะสติฯ เกิดบ่อยๆ&lt;br /&gt;ในวันนั้น เลยถือโอกาสไม่นอน แต่เดินจงกรมสบายๆ&lt;br /&gt;และนั่งเมื่อเมื่อยมาก จิตที่มีสติฯ และมีกำลังของสมาธิ&lt;br /&gt;หนุนเนื่องกันอยู่นั้น รู้ ตื่น เบิกบาน จนเช้า พระอาทิตย์&lt;br /&gt;ขึ้นแล้ว พรรคพวกก็นอนกันอยู่ในห้องในกุฏิ กรนเสียง&lt;br /&gt;ดังจนเราได้ยิน แต่ก็ไม่รู้สึกอยากเข้าไปนอนเลย แม้ว่า&lt;br /&gt;อากาศจะเย็นสักเล็กน้อย ก็รู้สึกสบาย อยู่อย่างนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ไม่ว่าจะเป็นการฝึกแบบแรกหรือแบบหลัง ล้วนแล้วแต่&lt;br /&gt;เป็นการฝึกที่ให้ผลกับเราอย่างมาก เพราะเป็นการฝึกที่ได้&lt;br /&gt;ทั้งขันติความอดทน อดกลั้นต่อความยากลำบากทำให้จิตใจ&lt;br /&gt;หึกเฮิม เพราะเป็นอธิษฐานบารมีที่ส่งกำลังให้เมื่อเราสามารถ&lt;br /&gt;ทำได้หรือผ่านได้ และก็เป็นการฝึกที่ทำให้เกิดสติฯ สำหรับ&lt;br /&gt;บางท่านที่มีจริตเหมาะกับการอดนอน ทำยิ่งบ่อยยิ่งสร้างให้&lt;br /&gt;เกิดสติฯ ที่แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เรื่องอดอาหารนี้ เดิมที ไม่เคยคิดจะทำ แต่มีโอกาสได้&lt;br /&gt;ไปกราบหลวงตา ท่านได้เทศน์เรื่องอดอาหารนี้ และมีน้องคน&lt;br /&gt;นึงเป็นคนชอบทานอาหาร ทานเก่ง มีความสุขกับการหาของ&lt;br /&gt;มารับประทานมาก ได้ฟังเทศน์ด้วยกัน แล้วยังได้ไปกราบ&lt;br /&gt;พระลูกศิษย์หลวงตาอีกรูปนึง ท่านก็เกิดเทศน์เรื่องอดอาหาร&lt;br /&gt;น้องเขาก็บ่นว่า ไม่มีทางทำได้หรอกสำหรับเขา เราไปด้วยกัน&lt;br /&gt;ก็ไม่คิดอะไร  คิดว่าเราภาวนาพอรู้ทางอยู่แล้ว คงไม่ทำหรอก&lt;br /&gt;แต่ท่านก็เทศน์ว่า รู้ไม๊ว่า การที่เราทานอาหารมากไปธาตุขันธ์&lt;br /&gt;มันทับจิต ทำให้จิตหนัก มีสติฯ ยาก เราก็เริ่มสงสัย สนใจ&lt;br /&gt;ท่านเห็นว่าเราคงมีใจบ้างแล้ว ก็เลยพูดส่งเสริมให้ลองดูถ้าไหว&lt;br /&gt;กลับมาเราก็ลองอดอาหารดู ด้วยการอดทีละน้อยๆ ขยับไป&lt;br /&gt;ทีละนิด จากทีแรกงดทานอาหารหลังสามโมงเย็นเป็นต้นไป&lt;br /&gt;และเพิ่มเป็นไม่ทานหลังเที่ยง ขยับไปทานเฉพาะมื้อเช้ามื้อ&lt;br /&gt;เดียว จนสุดท้ายไม่ได้ทานอาหารเลย นอกจากนมเต้าหู้และ&lt;br /&gt;อยู่อย่างนั้นได้เกือบเดือน ซึ่งกำลังใจแต่ละขั้นที่อดมานั้น&lt;br /&gt;ก็ได้กลับไปหาท่าน ในสัปดาห์แรก ด้วยอาการปวดหัว ท่านก็&lt;br /&gt;เมตตาให้ยาลมมา เรารู้สึกว่า ท่านเมตตาเป็นกำลังใจ เราเอง&lt;br /&gt;ก็อยากลองทำดู ก็เลยอดต่อได้ สบายๆ และเห็นความอยาก&lt;br /&gt;กินอาหารชัดเจนมาก และเห็นว่า จริงๆ แล้วร่างกายเรา ต้องการ&lt;br /&gt;อาหารไม่มากเท่าที่เราคิด ส่วนมากมีแต่ความ "อยาก" กิน&lt;br /&gt;เท่านั้น ช่วงนั้นสติฯ ว่องไว จิตมีกำลังมาก เพราะเวลาปกตินั้น&lt;br /&gt;ต้วเองเป็นคนชอบกินจุกจิกอยู่ด้วย  พอตั้งใจทำก็ทำให้เห็น&lt;br /&gt;ความอยากกินบ่อยๆ เมื่ออยากกินก็เห็นความอยาก ก็เกิดสติฯ&lt;br /&gt;สำหรับตัวเองแล้ว การผ่อนอาหารดูจะให้ผลมากกว่าการอด&lt;br /&gt;นอน เพราะการอดนอนนั้น ทำให้เหมือนยิ่งมีโมหะมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ว่าการอดนอนหรือผ่อนอาหาร ถ้าจริตเราสามารถทำแล้ว&lt;br /&gt;เกิดสติฯ ขึ้นมา ก็นับว่าเป็นประโยขน์กับตัวเราอย่างมากใน&lt;br /&gt;การภาวนา เพราะนี่คือจุดประสงค์หลักที่เราต้องการ  คือการ&lt;br /&gt;มีสติฯ ระลึกรู้ตามความเป็นจริงของกายใจนั่นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-5983028579967494844?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/5983028579967494844/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=5983028579967494844' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5983028579967494844'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5983028579967494844'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/11/blog-post_29.html' title='อดนอน ผ่อนอาหาร'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R09tveTDUlI/AAAAAAAAAAc/FXsIrrrxlj4/s72-c/img_2912.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2125319327441482501</id><published>2007-11-29T17:35:00.000-08:00</published><updated>2007-11-29T17:53:59.158-08:00</updated><title type='text'>ส่งการบ้าน २९ พย.50</title><content type='html'>&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R09tKOTDUkI/AAAAAAAAAAU/fkYu461-jCU/s1600-R/IMG_0429.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R09tKOTDUkI/AAAAAAAAAAU/EZQEWM6NPtg/s320/IMG_0429.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5138445722257150530" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวานไปส่งการบ้านหลวงพ่อ&lt;br /&gt;พอไมค์มาถึงก็เกิดอาการเดิมๆ คือแข็งเป็นหินไปซะแล้ว&lt;br /&gt;ยังไม่ทันได้พูดอะไร ท่านก็ทักขึ้นมาก่อนเลยว่า เป็นไง&lt;br /&gt;เห็นการสร้างอัตตาตัวตนของความเป็นนัยนิตย์ไม๊&lt;br /&gt;ขณะนั้นเห็นเพียงแต่ว่า มันสร้างอะไรแว่บๆ เนียนๆ ขึ้นมา&lt;br /&gt;ไม่ชัดเจนอย่างไร แต่ก็เห็นว่า จิตนั้นสร้างอะไรๆ แบบนี้อยู่&lt;br /&gt;แทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว เหมือนจับโน่น ปล่อยนี่ แล้วก็ไป&lt;br /&gt;จับหรือยึดอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกของตัวเอง&lt;br /&gt;เห็นว่ามันเป็นอาการใคร่ในภพนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การสร้างอัตตลักษณ์ความเป็นตัวเราเองนั้น เราสร้างแล้วเชื่อว่า&lt;br /&gt;นี่คือเรา และทำให้คนอื่นเชื่อด้วยว่า นี่คือเรา การเกิดอัตตา&lt;br /&gt;ตัวตนนั้นไม่ได้มีตลอดเวลา แต่มีการเกิดเป็นคราวๆ ไป และที่&lt;br /&gt;สำคัญก็คือ ขณะที่เราเผลอสติฯ นั่นเอง การเกิดภพที่เป็นอัตต&lt;br /&gt;ลักษณะนั้นก็แสดงตัวเต็มที่ มีนัยนิตย์ผู้มีบุคลิกลักษณะอย่างนี้&lt;br /&gt;แม้การการสร้างว่าตัวเองเป็นผู้ไม่มีอัตตาตัวตนก็ตาม ก็ยังเป็น&lt;br /&gt;การสร้างอัตตลักษณ์แบบนึงขึ้นมาอยู่ดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันนี้ตื่นรู้สึกตัวขึ้นมาจิตก็ใคร่ครวญในธรรม ในขณะนั้นเอง&lt;br /&gt;ก็เห็นว่า "เรา" เป็นคนใคร่ครวญ มันเหมือนความเป็นตัวเรานี้&lt;br /&gt;เป็นแกนอยู่ตลอดเวลา ไม่มีความว่าง แต่เมื่อระลึกรู้ไปตรงๆ&lt;br /&gt;ณ ปัจจุบันขณะนั้น จะไม่มีอะไรเลย แต่ขณะจิตนั้นก็เคลื่อนไป&lt;br /&gt;อย่างรวดเร็วกลายเป็นอดีต และอุปทานในอดีตจนหมด หาความ&lt;br /&gt;เป็นปัจจุบันได้ยากจริงๆ เพราะขณะเดียวก้หายไปเสียแล้วกลาย&lt;br /&gt;เป็นอดีตและอุปทานในอดีต ไม่ผิดกับการที่เราเกิดความจำดีไป&lt;br /&gt;ระลึกชาติใดๆ ก็ตาม แม้จะเห้นชัดเจนจริงจังอย่างใดก็ตามก็ยัง&lt;br /&gt;เป็นอุปทานในตัวตนในอดีตนั่นเอง ที่จิตเราเข้าไปยึดจึงเกิดและ&lt;br /&gt;เห็นมีความรับรู้เกิดขึ้น และโง่ซ้อนทับเข้าไปยึดถึอว่าจริง อยู่แทบ&lt;br /&gt;จะตลอดเวลาทั้งสายของจิตที่เกิดดับ และสืบเนื่องของมันเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้เห็นแง่มุมเล็กๆ ขึ้นมานิดเดียว แม้จะบันทึกไว้ไม่หมดแต่ก็น่า&lt;br /&gt;จะเป็นประโยชน์สำหรับเวลาที่เราเกิดลืมเลือนขึ้นมา เพราะการมา&lt;br /&gt;จดขึ้นอีกที ก็ต้องปรุงขึ้นมาให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เห็นและรู้สึก ซึ่ง&lt;br /&gt;ก็จะมีความคลาดเคลื่อนไปทีละน้อยเช่นกัน เพราะของจริงๆ ไม่มี&lt;br /&gt;มีแต่การปรุงแต่งเป็นคราวๆ ไปเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2125319327441482501?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2125319327441482501/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2125319327441482501' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2125319327441482501'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2125319327441482501'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/11/50.html' title='ส่งการบ้าน २९ พย.50'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://1.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/R09tKOTDUkI/AAAAAAAAAAU/EZQEWM6NPtg/s72-c/IMG_0429.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-6748227944281652597</id><published>2007-11-16T20:07:00.000-08:00</published><updated>2007-11-16T20:56:27.430-08:00</updated><title type='text'>เรื่องเก่ามาเล่าใหม่</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Rz5qA-TDUjI/AAAAAAAAAAM/xlc75kZ-Tzo/s1600-h/_29_149.jpg"&gt;&lt;img style="display:block; margin:0px auto 10px; text-align:center;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Rz5qA-TDUjI/AAAAAAAAAAM/xlc75kZ-Tzo/s320/_29_149.jpg" border="0" alt=""id="BLOGGER_PHOTO_ID_5133657190204396082" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วันนี้อยากเล่าเรื่องเก่าๆ ถึงการปฏิบัติภาวนา เนื่องจากมีหลายคนส่งสัยว่า ถ้าเราสนใจปฏิบัติภาวนาแล้ว จริงๆ เราควรทำอย่างไรบ้าง ควรไปเข้าคอร์สอบรม ไปอยู่วัดภาวนา หรือควรทำอย่างไรดีที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากเล่าประสบการณ์ของตัวเองไว้ให้พวกเราใช้เป็นข้อคิดวิเคราะห์ เพื่อหาคำตอบดู สำหรับตัวเองนั้น เริ่มภาวนาจากความคิดที่ว่า เมื่อเราพบกับความทุกข์แล้วเราทราบว่า พระพุทธองค์สอนเรื่องการพ้นทุกข์ ทำไมเราไม่ลองศึกษาดูให้จริงจังว่า พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้อย่างไร ก็เริ่มต้นด้วยการหาหนังสือธรรมะมาอ่าน เลือกอ่านเฉพาะที่คนส่วนมาเชื่อถือ อ่านจากท่านที่สอนธรรมะง่ายๆ ตั้งแต่หลวงพ่อชา ท่านพุทธทาส หลวงพ่อฤาษีลิงดำ  ซึ่งในความคิดของตัวเองในขณะนั้น คือไม่เร่งรีบ ค่อยๆ ศึกษาไป ธรรมะของหลวงพ่อชาเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ของท่านพุทธทาสเป็นแนวสังคมปรัชญา (ในความคิดเราขณะนั้น) หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ท่านสอนภาวนาที่ดูโลดโผนไปจนถึงเรื่องฤทธิต่างๆ การทำกรรมฐาน 40 การทำกสิณ ซึ่งขณะนั้น ก็อ่านไปทั้งสงสัยไป ต่อมาก็ได้ฟังเทศน์สายพระป่า ที่เป็นเทศน์ที่เขากล่าวว่า สอนเฉพาะพระเณรที่ปฏิบัติ ไม่ค่อยมีฆราวาสที่มีโอกาสได้ฟังกัน อย่างเช่น หลวงตามหาบัว หลวงพ่อแบน ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ตัวเองนั้นชอบที่จะเป็นผู้ที่ศึกษาแบบนักศึกษาจริงๆ ไม่ได้มีใจเอียนเอียงไปในทางเชื่อหรือไม่เชื่อ  แต่ในหลายๆ ท่านก็มักสอนลงมาตรงที่ต้องลงมือปฏิบัติ  ถ้าไม่ลงมือปฏิบัติก็จะไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่ท่านสอนจริงๆ  แล้วก็มีอยู่วันนึงที่ทำให้ต้องปฏิบัติจริงจังมาจนทุกวันนี้ ก็คือ วันนั้น ได้อ่านหนังสือหลวงพ่อชา  ท่านพูดถึงการทำสมาธิ วิธีการ อ่านแล้วรู้สึกว่า น่าจะทำไม่ยาก แม้ว่าตอนเด็กๆ จะเคยไปทำสมาธิหน้าเสาธง ไปวัดพร้อมๆ เพื่อน ครูสั่งให้ทำ ก็ทำไปเล่นๆ ไม่เห็นจะอะไร  แต่วันนั้น เมื่อวางหนังสือลงข้างๆ นั่งตัวตรง ขวาขาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย จิตใจจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ตามรู้ ตามดูลมที่เคลื่อนไหวไปด้วยความรู้สึกสบายๆ นั้นเอง จิตก็รวมลงเป็นสมาธิ พบกับความสุขชนิดนึง ที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก เป็นความสุขสงบ ลุ่มลึก จิตถอนออกมาจากการนั่งสมาธิตรงนั้นแล้ว ความสุขนี้ก็ยังติดตามมา จิตใจนุ่มนวล อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน  จากนั้นเอง ก็เลยทำให้ปฏิบัติจริงจัง มีความสุขกับการทำสมาธินี้ จนกระทั่งเวลาเดิน ก็รู้สึกว่า เราเดินอยู่ มีคนรู้คนดู เวลานอน ก็รู้สึกว่า เห็นตัวเองนอน เหมือนไม่ได้หลับ ก็สงสัยเหมือนกันว่า แล้วมันเห็นได้ยังไง ช่วงนั้น อยากถามใครให้ตอบคำถามเหล่านี้ให้เราได้  ก็พยายามไปตามวัด ไปเลียบๆ เคียงๆ ถามพระในวัดบ้าง แต่ก็ไม่กล้าเล่าอะไรมาก กลัวเขาหาว่าเพี้ยน  จนทำให้ทราบว่า แม้ในวัด ก็ใช่ว่าจะมีคนทราบเรื่องการปฏิบัติภาวนา เพราะพระในวัด ท่านก็เรียนนักธรรม บาลี มีกิจของส่งฆ์เป็นส่วนมาก  เรายังไม่รู้จักวัดที่เป็นวัดศึกษาปฏิบัติธรรมจริงๆ จังๆ  ที่มีก็มีการสอนเฉพาะเบื้องต้น หัดนั่งสมาธิ เดินจงกรม ก็ลองเข้าไปศึกษาดู แต่ก็ยังไม่ใช่ที่เราต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ได้ฟังเทศน์ของสายพระป่านั้น จิตใจหิวโหยธรรมะเป็นอย่างมาก  ความรู้สึกที่ว่า เราเกือบจะรู้อะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร ไม่รู้ว่า เราไม่รู้อะไร หรืออยากรู้อะไร รู้แต่ว่าถ้าได้ฟังพระป่าท่านเทศน์เรื่องธรรมะปฏิบัติแล้ว จิตใจจะร่าเริงเป็นที่สุด  การที่เราค่อยๆ ศึกษาหาความรู้มาเป็นลำดับ ทำให้เราทราบว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด เรื่องไหนเรื่องจริง หรือเรื่องไหนเป็นเรื่องหลอกไร้สาระ เราจะเข้าใจตามลำดับ  หนังสือธรรมะในตลาดนั้นมีมากมาย  แต่ที่ถูกต้องจริงๆ นั้น มีน้อยมาก  โชคดีที่เริ่มแรกนั้น เราเลือกเฉพาะครูบาอาจารย์ที่มีคนจำนวนมากศรัทธา ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องของพวกมากลากไป แต่เป็นเรื่องของคนจำนวนมากที่ช่วยกันตรวจสอบแล้ว เขาจึงศรัทธาในคำสอนท่าน  และเห็นได้ว่า อย่างแรกเลยนั้น คำสอนต้องตรงกับในพระไตรปิฎก มีที่มาของคำสอน ที่อ้างอิงได้ และตรงกัน  อีกสิ่งนึงที่ทำให้เราทราบขึ้นมาว่า แม้จะมีครูบาอาจารย์ที่ท่านสอนหลากหลาย แต่ละองค์แต่ละท่านก็อ้างว่า พระพุทธเจ้าสอนเช่นนี้แหละ  แต่ถ้าเราศึกษาให้ดี เราก็จะทราบว่า ท่านมีแนวหลักๆ ตามพระไตรปิฏกก็จริง แต่ยังมีเรื่อง จริต นิสัย วาสนา ของแต่ละท่านแต่ละองค์ที่ต่างกัน ทำให้เกิดวิธีการเฉพาะแบบขึ้นมาเท่านั้นเอง  ถ้าเราเองทำตามแล้วได้ผล ก็นับว่าเรามีจริต นิสัย วาสนาคล้ายคลึงกับท่าน จึงภาวนาแบบท่านแล้วดี ทำได้จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์ส่วนมาก ท่านจะแนะนำตามวิธีที่ท่านได้ดำเนินมาแล้วได้ผลของการปฏิบัติ  แต่เราเองควรสำเนียกว่า เราเหมาะและทำได้อย่างท่านหรือไม่  ซึ่งตรงนี้แต่ละคนก็ต้องโยโสมนสิการ (น้อมเอามาใส่ใจตน) ว่าเราทำได้ ขนาดไหน อย่างไร และให้ผลในการปฏิบัติอย่างไรกับเรา  ผลนั้นง่ายๆ สุดเลยว่า เราต้องเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง อย่างชัดเจน ความเปลี่ยนแปลงนั้นคือ เราต้องทุกข์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  ถ้าไม่ใช่ ก็แสดงว่า เราอาจจะเดินมาผิดทางเสียแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยการศึกษาและปฏิบัตินี้เอง ความมั่นคงในจิตใจ การต้องมีสติฯ กำกับกับการกระทำทุกอย่างของเรา หมั่นตรวจสอบตัวเองเสมอๆ ถึงผลของการปฏิบัติภาวนาของเรา  เราจะสามารถปฏิบัติภาวนาไปได้เอง  โดยไม่จำเป็นจะต้องไปถูกครอบ(งำ) จากใครเลย  อย่าเชื่อในสิ่งที่ผิดๆ ว่า จะต้องมีคนกำกับควบคุมเราตลอดเวลา  แต่ควรเชื่อว่า การมีสติฯ นี่แหละเป็นสิ่งสำคัญที่จะควบคุมเราจริงๆ  เราสามารถภาวนาด้วยการมีสติฯ รู้จักกายใจเรานี้ไปเรื่อยๆ แค่นั้นเอง ผลของการมีสติฯ รู้กายใจนี้เอง จะแสดงผลของการภาวนาของเราออกมาให้เห็นเอง ชนิดว่า ไม่ต้องไปถามใคร และยังเป็นหนทางแห่งความจริง ซึ่งจะเปิดเผยตนเองออกมาให้เราไม่ต้องตกอยู่ในความทุกข์อีกต่อไป ด้วยการเข้าใจจริงๆ ถึงทุกข์ ถึงที่มาของมันได้เอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-6748227944281652597?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/6748227944281652597/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=6748227944281652597' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/6748227944281652597'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/6748227944281652597'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/11/blog-post_16.html' title='เรื่องเก่ามาเล่าใหม่'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/Rz5qA-TDUjI/AAAAAAAAAAM/xlc75kZ-Tzo/s72-c/_29_149.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-4294829908060985692</id><published>2007-11-06T20:51:00.000-08:00</published><updated>2007-11-06T21:09:38.116-08:00</updated><title type='text'>ความลุ่มลึกของธรรมะ</title><content type='html'>หลวงพ่อบอกว่า ธรรมะนั้นลาดและลุ่มลึกไปตามลำดับ&lt;br /&gt;แม้ว่าเราคิดว่าเรารู้แล้วหล่ะ แต่สิ่งที่รู้นั้น ยังเป็นสังขาร&lt;br /&gt;การปรุงแต่งของเรา ผู้มีอัตตา ฉะนั้นการรู้และการแสดง&lt;br /&gt;ออกนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เสริมอัตตาตัวตนอยู่ทุกขณะ เหมือน&lt;br /&gt;ที่ท่านกล่าวไว้ว่า เราสร้างตัวตนของเราขึ้นมา เป็นภาพที่&lt;br /&gt;เป็นเรา มีลักษณะแบบนี้ ความคิดแบบนี้ การกระทำแบบนี้&lt;br /&gt;และประกาศความเป็นตัวเป็นตนของเรากับโลก เราหลอก&lt;br /&gt;ตัวเองชั้นแรกแล้วยังหลอกลวงโลกอีกต่อหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อใดที่เราเห็นการสร้างและเกิดอัตตาที่เป็นคราวๆ ไปนี้&lt;br /&gt;เป็นการถอดถอนอนุสัยส่วนลึกที่สร้างอัตตานี้ขึ้นมา ความ&lt;br /&gt;เป็นกลางต่อสังขารก็จะเกิดขึ้น เราจะรู้สึกถึงความเป็นสักว่า&lt;br /&gt;ของสิ่งต่างๆ ที่มันปรุงแต่งอยู่ จิตปรุงแต่งอยู่เสมอๆ โดย&lt;br /&gt;อัตโนมัติ เพราะมันเป็นผลของการมีขันธ์ในภพนี้แล้ว แต่เรา&lt;br /&gt;ไม่ปรุงแต่งจิต ปล่อยให้สังขารต่างๆ มันหน้าที่ของมันไป&lt;br /&gt;อย่างปราศจากเจ้าของ คือความไม่มีอุปทานยึดมั่นนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราพอใจที่ได้ภาวนา และเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำตลอดไป&lt;br /&gt;แต่เป็นการทำ ที่ไม่ทำ เป็นงานที่มีผลสำเร็จรอให้ผลอยู่ข้าง&lt;br /&gt;หน้า และมันคุ้มค่าที่สุด  เพราะเป็นการเดินทางไปสู่ความไม่มี&lt;br /&gt;ไม่เป็น และยังสามารถเอื้อเฟื้อกับผู้อื่นได้เสมอๆ มีโอกาสที่จะ&lt;br /&gt;แนะแนวทางที่เราเดินมาแล้วให้กับผู้อื่น เป็นการตอบแทนคุณ&lt;br /&gt;พระพุทธองค์ ตอบแทนพระธรรม ตอบแทนคุณครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;อริยะสงฆ์ทั้งหลายที่ได้เหนื่อยยากเมตตาสั่งสอนเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อัตภาพน้อยนิดนี้จะทำได้เท่าที่ตนสามารถ มันเป็นพันธกิจที่&lt;br /&gt;เราเท่านั้นรู้สึกได้ว่า เราต้องทำ ตั้งแต่ตัวเองและเอื้อเฟื้อกับ&lt;br /&gt;ผู้อื่นเมื่อมีโอกาส ให้ลองมาดูเถิด เอหิปัสสโก โอปานยิโก&lt;br /&gt;น้อมเข้ามาสู่ใจตน ปัจจตังเวทิตัพโพ เห็นได้เฉพาะตนดังนี้แล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;_/|\_ _/|\_ _/|\_ กราบ กราบ กราบ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-4294829908060985692?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/4294829908060985692/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=4294829908060985692' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4294829908060985692'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4294829908060985692'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/11/blog-post.html' title='ความลุ่มลึกของธรรมะ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-1927741312930662012</id><published>2007-10-26T18:49:00.000-07:00</published><updated>2007-10-26T19:11:16.201-07:00</updated><title type='text'>เป็นอย่างที่เป็น คือไม่เป็นอะไร</title><content type='html'>ตัวเราเองนั้นคือขันธ์ห้า (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) รวมความง่ายๆ ว่า คือกายใจนี้เอง มันมีอยู่ด้วยเหตุปัจจัยของผลบุญและบาป ซึ่งเราเรียกรวมว่า กรรมที่เราทำมานั้น ตกแต่งทั้งกายใจ บุคคลิก ลักษณะ หรือแม้แต่วิธีคิดของเราให้เป็นเช่นนั้นอยู่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ไม่ได้ผิดแปลกจากโลกและธรรมชาติโดยทั่วไปเลย  แต่ทั้งนี้ ยังมีธรรมชาติอีกอย่างนึงที่มีอยู่อย่างเร้นลับ ธรรมชาติรู้ที่เรียกว่าจิตนี้เอง ธรรมชาตินี้แยกต่างหากจากขันธ์ แม้ว่ากายใจจะเป็นอยู่อย่างไร จิตนั้นก็เป็นผู้ไปรู้กายใจอย่างที่เขาเป็น และไม่ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ ถ้าเราเข้าใจกลไกตรงนี้ชัดเจนดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฟังดูแล้วอาจจะสับสนว่า มีทั้งจิตและใจ ถ้าแยกง่ายๆ ก็คือ ส่วนนึงเป็นธรรมชาติที่มีอยู่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย แต่ส่วนนึงเป็นธรรมชาติรู้ที่สามารถพัฒนาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด  และส่วนหลังนี้เองที่จะทำให้เราพ้นจากการปรุงแต่งที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้นได้ และสุดท้ายก็สลัดตัวเองออกจากการยึดถือกายใจของตัวเองได้ ซึ่งนับว่าเป็นจุดสุดยอดของการศึกษาภาวนาในเรื่องจิต  เพราะสามารถทำให้จิตนี้เป็นอิสระเหนือขันธ์ได้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การศึกษาธรรม คือการรู้ไปที่กายใจเรานี้เองอย่างที่เป็น เพื่อศึกษาเข้าใจ มีลำดับขั้นของการรู้การเข้าใจไปตามลำดับของการปฏิบัติ ซึ่งเคร็ดลับอยู่ที่ต้องมีกำลังตั้งมั่น และปล่อยให้จิตใจได้เรียนรู้ตัวเองอย่างเป็นกลาง  จิตใจเราจะถอดถอนตัวเองออกมาเป็นลำดับเราสังเกตได้จาก ความเป็นปกติของจิตที่มีความสุขอันลุ่มลึกแต่เป็นส่วนนึงของธรรมชาติภายนอกอย่างไม่แปลกแยกเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ตัวเราเอง สิ่งแวดล้อม ความดีความชั่ว ความผิดความถูก สีขาวสีดำ กลางวันกลางคืน ความวุ่นวายความสงบ ล้วนเป็นธรรมชาตินึงเท่านั้น เกิดขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัยหนึ่งๆ แล้วดับลงตามกาลเวลาที่หมดเหตุปัจจัยไปเท่านั้น เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าแทรกแซงแก้ไขใดๆ เลย ไม่มีอะไรที่จะต้องทำให้ดีขึ้น เพราะมันดีอยู่แล้วอย่างเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้ความเข้าใจนี้เกิดขึ้นจากปัญญาที่มาจากความสงบ และเรียนรู้ธรรมชาติของกายใจนี้ไปอย่างเป็นกลาง เป็นการพิจารณาด้วยหลักฐานพยานไม่ใช่การคิดคำนวนที่ยังมีข้างมีฝ่าย แต่เป็นการเข้าไปเห็นหลักฐานพยานของกายใจที่แสดงให้เราเห็นตามลำดับ จนกว่าจะจนต่อหลักฐานในที่สุด นั่นคือเห็นว่ากายใจนั้นเป็นไปเองตามธรรมชาติกรรมปรุงแต่งไปอย่างนั้นเอง เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจของเรา มันคือไม่เป็นอะไรสักอย่างเดียว มีแต่ รู้ไป แค่นั้น _/|\_&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-1927741312930662012?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/1927741312930662012/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=1927741312930662012' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1927741312930662012'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1927741312930662012'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/10/blog-post_26.html' title='เป็นอย่างที่เป็น คือไม่เป็นอะไร'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-5958653462742685242</id><published>2007-10-12T01:33:00.000-07:00</published><updated>2007-11-06T21:21:25.596-08:00</updated><title type='text'>ภาวนาวันนี้เราได้อะไร</title><content type='html'>มีหลายคนได้เดินทางไปปลีกวิเวก อยู่ป่าอยู่เขา&lt;br /&gt;อยู่วัดเพื่อปฏิบัติภาวนาอย่างคร่ำเคร่ง แต่เหมือน&lt;br /&gt;ไม่ได้อะไรเมื่อกลับมาใหม่ๆ ก็ดีขึ้น แล้วก็เหมือนเดิม&lt;br /&gt;สรุปว่า ความเพียรภาวนาของเรานั้น มันไม่ได้ผลหรือ&lt;br /&gt;อย่างไรกันแน่ ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า การภาวนา&lt;br /&gt;นั้นจะต้อง ถูกจริต ตรงทาง และสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราคิดว่าเราเจอทางแล้ว วิธีการภาวนาแบบนี้แหละถูกจริต&lt;br /&gt;เราแน่นอน เพราะเพียงเริ่มภาวนา ความทุกข์มากมายของ&lt;br /&gt;เราก็หายไป เรื่องที่เคยเจ็บปวดสำหรับเรามาก เมื่อก่อนคง&lt;br /&gt;แทบดิ้นตาย แต่เมื่อมาภาวนา เราก็พบว่าเรารู้สึกว่า เรื่องนั้น&lt;br /&gt;ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงแย่แน่ๆ แต่เดี๋ยวนี้เรารับได้สบายมาก&lt;br /&gt;มันทุกข์ชั่วครู่ชั่วยามแล้วก็หายไป ไร้ร่องรอย ไม่เหลือร่อง&lt;br /&gt;รอยเจ็บช้ำอย่างแต่ก่อน แสดงว่าเราภาวนาได้ถูกจริตและ&lt;br /&gt;ตรงทางแล้ว เพราะยิ่งภาวนาไป เราก็รู้สึกเบิกบานได้แม้ใน&lt;br /&gt;ความทุกข์นั้น เบิกบานเพราะเข้าไปประจักษ์ชัดด้วยตัวเอง&lt;br /&gt;แล้วว่า มันเป็นเช่นนั้นของมันเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าแรกๆ เราจะดีใจมากที่พบทางแล้ว มีความสุขกับการ&lt;br /&gt;ปฏิบัติธรรมนี้เอง แต่ความทุกข์ไม่ได้หมดไป เพราะตราบใด&lt;br /&gt;ที่เรายังมีขันธ์ มีเรื่องราวให้กระทบ ก็มีทุกข์เกิดขึ้นเรื่อยๆ เป็น&lt;br /&gt;เรื่องที่ปฏิบัติไป ก็จะพบไปเรื่อยๆ แล้วจุดจบจะมีไหม เราต้อง&lt;br /&gt;การผลสำเร็จมากกว่านั้นหรือป่าว ครูบาอาจารย์ท่านก็บอกว่า&lt;br /&gt;เราจะพอใจแค่ได้ปฏิบัติไปวันๆ ยังไม่พอ เราต้องมีจุดมุ่งหมาย&lt;br /&gt;ซึ่งก็คือการเดินทางไปในอริยมรรคให้ได้ แต่เราก็ยังไม่สามารถ&lt;br /&gt;บรรลุธรรมเสียที นี่เราประมาทไปหรือเปล่า หรือเกิดอะไรขึ้น&lt;br /&gt;เมื่อเรามาไตร่ตรองเส้นทางการภาวนา หมั่นไปให้ครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;ตรวจดูการภาวนา เราก็ยังไม่ได้ผิดทาง แต่ทั้งทั้งนั้น เป็นเพราะ&lt;br /&gt;เราไม่สม่ำเสมอนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า ฆราวาสมีจุดอ่อนที่ภาวนาเป็นแล้วก็&lt;br /&gt;ทำๆ หยุดๆ คือ ภาวนาบ้าง ไม่ได้ภาวนาบ้าง เพราะมัวหลงไปกับ&lt;br /&gt;โลกและวัฏฏะสงสาร ความคิดในจิตใจเรานี่เอง ที่หลอกเราแล้ว&lt;br /&gt;หลอกเราอีก ให้ทำสิ่งที่ลืมจะรู้กายรู้ใจ มันทำได้ทุกอย่างเพื่อให้&lt;br /&gt;เราลืมรู้จักกายใจที่ถูกกิเลสหล่อหลอมนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางเดินในสวนมีไฟทางที่เขาติดโซล่าเซลไว้ เจ้าตัวโซล่าเซล&lt;br /&gt;มันจะเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ในเวลากลางวัน และเปิดให้แสง&lt;br /&gt;เมื่อเวลากลางคืน แต่ถ้าวันไหน ฝนตกทั้งวัน แดดไม่มี พลังงาน&lt;br /&gt;ที่มันเก็บไว้ก็น้อย ให้แสงได้ไม่ตลอดคืนหรือถึงกับไม่มีแสงจะให้เลย &lt;br /&gt;มันเหมือนการภาวนาที่เราทำอย่างหนัก ดูเหมือนไม่ได้อะไรกับ&lt;br /&gt;การกระทำนั้น แต่แท้ที่จริงแล้วมันเก็บสะสมไว้ และให้ผลต่อมา&lt;br /&gt;ให้เราได้สามารถรู้ธรรม เข้าใจธรรมะเป็นลำดับๆ เข้าใกล้ธรรมะในระดับ&lt;br /&gt;ที่สูงขึ้น ลุ่มลึกขึ้นได้ มันเป็นการเติบโตทางธรรม ที่เราเท่านั้นจะ&lt;br /&gt;เข้าใจตนเอง และเห็นผลการกระทำที่ต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงอยู่ว่า ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวว่า แท้ที่จริงนั้น การปฏิบัติธรรม&lt;br /&gt;คือการไม่ทำอะไร แต่การไม่ทำอะไรนั้น เราต้องทำตนให้อยู่ในธรรม&lt;br /&gt;ทำตนให้พร้อมที่จะเรียนรู้กายใจตลอด จนจิตสามารถภาวนาได้เอง&lt;br /&gt;เป็นการไม่ทำอะไรอย่างแท้จริง ตรงตามคำของครูบาอาจารย์ แต่&lt;br /&gt;กว่าที่จะถึงตรงนี้ได้นั้น เราต้องเก็บพลังของการรู้ เหมือนเจ้าโซลาเซล&lt;br /&gt;ที่เก็บพลังแสงอาทิตย์ไว้นั้นเอง เราต้องเก็บไว้ให้เพียงพอ เพื่อชีวิต&lt;br /&gt;ในยามมืดมนนั้น จะสว่างไสวด้วยตนเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-5958653462742685242?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/5958653462742685242/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=5958653462742685242' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5958653462742685242'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5958653462742685242'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/10/blog-post.html' title='ภาวนาวันนี้เราได้อะไร'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-7178534462724305494</id><published>2007-09-27T17:36:00.000-07:00</published><updated>2007-09-27T18:09:37.575-07:00</updated><title type='text'>สรุปว่าก้าวหน้าหรือไม่</title><content type='html'>หลายๆ ครั้ง ที่เรามักจะกลับมาทบทวนว่า ที่เราภาวนาอยู่นี้&lt;br /&gt;มันก้าวหน้าหรือไม่ รู้เมื่อมีใครถามว่า ภาวนามานานเท่าไหร่&lt;br /&gt;พบหลวงพ่อตั้งแต่เมื่อไหร่ มันทำให้รู้สึกเหมือนว่า เรากับผู้&lt;br /&gt;ภาวนาใหม่ๆ นั้น ไม่ได้ภาวนาแตกต่างกันเลย ความก้าวหน้า&lt;br /&gt;มันมีหรือไม่ เมื่อวันที่ 26 ที่ผ่านมาก็ได้ไปกราบหลวงพ่อ&lt;br /&gt;พร้อมกับนกเอี้ยง ผู้เป็นกัลยาณมิตรและสารถีพาไป ท่านก็&lt;br /&gt;ทักว่า อย่าคิดว่า การภาวนาที่ผ่านมาแปดเก้าปีจะหมายถึงว่า&lt;br /&gt;แปดปีควรได้แปดร้อย ต้องนับหนึ่ง ซึ่งฟังแล้วมันน่าช้ำใจเสีย&lt;br /&gt;จริงๆ เหมือนว่าภาวนามาไม่ได้ก้าวหน้า ต้องกลับไปนับหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นกเอี้ยงขับรถกลับมาก็สารภาพว่าสะเทือนใจมาก แต่หลวงพ่อ&lt;br /&gt;ก็บอกว่าเรามันนักสู้ใจนักเลงจะไปกล้วอะไร เอี้ยงบอกว่าชื้นใจ&lt;br /&gt;ขึ้นมาหน่อย ที่อย่างน้อยหลวงพ่อก็พูดจาบ้างแม้จะเป็นการตี&lt;br /&gt;แต่ดีกว่าที่หลวงพ่อจะเฉยๆ ซึ่งดูจะทำให้รู้สึกแย่มากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในขณะเดียวกันนั้นในความรู้สึกของตัวเองนั้น ไม่ได้แตกต่าง&lt;br /&gt;กันเลยระหว่างเอี้ยงกับตัวเรา  เราไปพบหลวงพ่อพร้อมๆ กันคือ&lt;br /&gt;วันเดียวกันเลย เอี้ยงจำวันได้แม่น ต่างก็เห็นกันแต่ไม่ค่อยได้สนใจ&lt;br /&gt;กันและกันมากนักตอนนั้น  แต่ตอนนี้เราไม่แตกต่างกันในระยะ&lt;br /&gt;เวลาของการภาวนา แต่ต่างกันที่มุมมองของเราเอง ตัวเองแอบมั่น&lt;br /&gt;ใจในการภาวนาของตัวเองตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอหลวงพ่อ  แต่ไม่เห็น&lt;br /&gt;ว่าเจ้าความมั่นใจนั้น แท้จริงแล้ว มันคืออัตตาที่เราไม่เคยมองมัน&lt;br /&gt;ออกเสียที อัตตาตัวตนของเรานั้น ไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา แต่มัน&lt;br /&gt;พร้อมที่โผล่แสดงตัวตนของมันอย่างที่เราไม่เห็น ไม่เคยรู้นี่แหละ&lt;br /&gt;และทิ้งร่องรอยอันโหดร้ายไว้ นั่นคือความยึดมั่นถือมั่นอันเหนียวแน่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่เราคิดว่าตัวเองดี ตัวเองแน่ ตัวเองเก่ง รอบรู้ และลึกๆ แอบนึกว่า&lt;br /&gt;ฉันที่แหละที่ฉลาดกว่าคนอื่น ซึ่งมันไม่ได้ออกมาน่าเกลียดชนิดว่าดู&lt;br /&gt;ถูก ดูแคลนใครเลย แต่มันคือความภูมิใจในตัวเองนั่นแหละ เราไม่เห็น&lt;br /&gt;ความภูมิใจ ความอิ่มเอมใจในตัวตนของเรา ความรู้สึกที่ว่า อันนี้ฉันรู้&lt;br /&gt;สิ่งนี้ฉันเข้าใจ ฉันลึกซึ้งในธรรมยิ่งกว่าคนอื่น ส่งเหล่านี้แหละคือภาพ&lt;br /&gt;ลวงตาที่ซ่อนอยู่ มันสามารถพลิกออกมาเป็นโทสะได้ทุกเมื่อ เมื่อถูก&lt;br /&gt;กระทบกับอัตตาตรงนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้สึกของอัตตาที่เกิดขึ้นเป็นครั้งเป็นคราวนั้น เราเห็นได้ง่ายๆ ว่า&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้สึกถึงความเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ มันยึดทั้งอัตตาของตัว&lt;br /&gt;เองและยึดอัตตาของหลวงพ่อไว้ ท่านไม่ได้ยึดของท่าน แต่เรานี่แหละ&lt;br /&gt;ที่ยึดว่าท่านเป็นหลวงพ่อของเรา จะว่าไปแล้วเหมือนกับการยึดกายใน&lt;br /&gt;กาย และยึดกายภายนอกด้วยก็ได้ เพราะเราเห็นความเป็นตัวเป็นตน&lt;br /&gt;ที่ใจเราเองเข้าไปหมาย เข้าไปยึดว่านี่คือเรา นี่คือหลวงพ่อ (ของเรา)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เมื่อมีสติ รู้สึกตัวขึ้นมา มันไม่มีอะไรเลยตรงหน้านี้ รู้สึกตัวแล้ว&lt;br /&gt;ทุกอย่างก็ดับหมด เกิดแล้วดับไปแล้ว แต่ขณะนี้แหละเรากำลังปรุง&lt;br /&gt;มันขึ้นมาใหม่ ขึ้นมาจดเป็นตัวหนังสือ ไว้จดจำเอง เพื่อป้องการหลงลืม&lt;br /&gt;อายุมากขึ้นแล้ว หลวงพ่อถามว่า นัยนิตย์แก่หรือยัง มันแก่มากจริงๆ&lt;br /&gt;ร่างกายที่แก่ขึ้นทุกวันนั้น มันทำให้จิตไม่ค่อยมีกำลังไปด้วยเพราะ&lt;br /&gt;สังขารของร่างกายมันดึง ความแก่ทำให้โมหะครอบงำง่าย จากคนที่&lt;br /&gt;ไม่ค่อยชอบนอนเลย ต้องนอนมากขึ้น เพราะร่างกายเริ่มไม่แข็งแรง&lt;br /&gt;เหมือนแต่ก่อน แต่ร่างกายมันก็แสดงให้เห็นไตรลักษณ์ทุกวันว่า ต้อง&lt;br /&gt;เปลียนอิริยาบทหนีทุกข์ตลอดเวลา เพราะว่า ไม่ว่าจะนั่ง นอน ยืน เดิน&lt;br /&gt;ไม่สามารถอยู่ในอิริยาทบนั้นได้นาน ความเจ็บปวดครอบงำตลอด&lt;br /&gt;โทสะก็ตามมา แม้จะมีให้ดูทั้งกายและใจ  แต่กำลังที่ไม่ฝึกไว้เข้มแข็ง&lt;br /&gt;พอทำให้ขาดกำลัง มัวแต่ต้องแก้ไขให้มันหลอกไปวันๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดูๆ แล้วเหมือนภาวนาไม่ก้าวหน้าเลย แต่ถ้าดูดีๆ แล้ว อย่างแรกเรา&lt;br /&gt;ได้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการภาวนามามากชนิดว่า ไม่กลัวใครได้&lt;br /&gt;ในเรื่องการภาวนา เพราะเราเข้าใจหลักในการภาวนาได้พอสมควร&lt;br /&gt;พอสมควรขนาดว่า เรารู้ดีแก่ใจว่า เมื่อภาวนาอยู่นั้น เรามีความสุขแท้&lt;br /&gt;ความทุกข์ห่างไกลเราได้จริงๆ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตาม แต่ในขณะเดียวกัน&lt;br /&gt;เราก็เห็นทุกข์ของกายและใจที่บีบคั้นเราอย่างสุดๆ น้ำตาเรานั้นไม่ต้อง&lt;br /&gt;บอกหรอกว่า มากว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งหลายมารวมกันนั้น มันไม่ได้&lt;br /&gt;เป็นการเปรียบเทียบที่เกินจริงเลย  มันจะมากกว่านั้นเสียอีก เพราะว่า&lt;br /&gt;ถ้าเรายังไม่พ้น เราก็จะเพิ่มน้ำตานี้ไปอีกนานแสนนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;_/|\_ _/|\_ _/|\_ กราบ กราบ กราบ ขอขมาหลวงพ่อ&lt;br /&gt;ด้วยจิตใจและเศียรเกล้า หากข้อความนี้ทำให้ระคายเคืองเพียงนิด&lt;br /&gt;แต่ต้องการเพื่อยังประโยชน์แก่ตน และผองเพื่อนให้มีกำลังใจในการ&lt;br /&gt;ภาวนาไป เรามีจุดหมายการภาวนาแน่นอน และมีความสุขกับการได้&lt;br /&gt;ภาวนาเช่นที่หลวงพ่อแนะนำมาโดยตลอด จากศิษย์โง่คนนึง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-7178534462724305494?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/7178534462724305494/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=7178534462724305494' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/7178534462724305494'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/7178534462724305494'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/09/blog-post.html' title='สรุปว่าก้าวหน้าหรือไม่'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-567309827130432507</id><published>2007-08-12T05:37:00.000-07:00</published><updated>2007-08-12T05:53:31.121-07:00</updated><title type='text'>สิ่งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาเรา</title><content type='html'>การภาวนานั้น ครูบาอาจารย์ท่านก็พร่ำบอกว่า&lt;br /&gt;มันไม่ได้ยากเย็น มันอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี้เอง&lt;br /&gt;แค่เพียงรู้กายรู้ใจ ในปัจจุบันไปแค่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันเหมือนง่ายมาก จิตของมนุษย์ธรรดาๆ คนนึง&lt;br /&gt;ที่มีปกติจิตอยู่นั้นเผชิญกับสุขทุกข์ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่&lt;br /&gt;และดับไปเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยเห็น หรือสนใจที่จะ&lt;br /&gt;รู้จะเห็น มีแต่ไหลตามความรู้สึกนึกคิดและสิ่งที่มา&lt;br /&gt;เร้าความรู้สึกให้เกิดขึ้น และเกิดขึ้น เกิดขึ้นเรื่อยๆ&lt;br /&gt;โดยไม่เห็นว่า มันมีกระบวนการของมัน ก็คือเกิด&lt;br /&gt;แล้วก็ดับไป เราไม่ต้องไปตั้งใจดูมันด้วยซ้ำว่ามัน&lt;br /&gt;มีอะไรเกิดขึ้น มีอะไรดับไป แต่รู้สึกไปแค่นั้นว่า&lt;br /&gt;เรารู้สึกอะไรอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรู้ที่เกิดขึ้นกับปัจจุบันจิตนั้นเองเป็นความสมบูรณ์&lt;br /&gt;เป็นสิ่งที่ครอบคลุมโลกและจักรวาล เป็นทั้งหมดที่จะ&lt;br /&gt;รู้หรือไม่รู้ก็ได้ ความอัศจรรย์ของขณะจิตหนึ่งที่รู้สึกตัว&lt;br /&gt;ขณะหนึ่งของจิตที่ไม่ได้หลงไปตามอารมณ์การปรุงแต่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่น่าเชื่อว่า ทุกเวลานาทีนั้นจิตเราปรุงแต่งมากมาย&lt;br /&gt;มันสร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้นมาแล้วก็หลงอยู่ในสิ่ง&lt;br /&gt;นั้น แล้วก็สร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาอีกและหลงอีกอยู่อย่างนั้น&lt;br /&gt;ชั่วกัปปชัวกัลป์ มีตัวมีตนมีอุปทาน มีความยึดมั่นที่มอง&lt;br /&gt;ไม่เคยเห็น เมื่อใดก็ตามที่รู้จักทุกข์แท้จริง เราก็จะเห็น&lt;br /&gt;อาการของการยึดมั่น ว่ามันเป็นอย่างนี้นี่เอง นี่คือการ&lt;br /&gt;ยึดมั่น ที่เราพูด เราฟังมามากมาย แต่ขณะที่เรารู้ซึ้งถึง&lt;br /&gt;ทุกข์ไปอย่างตรงไปตรงมา เราก็สามารถเห็นเหตุของมัน&lt;br /&gt;คือการยึดนั้นได้ และเมื่อมันเห็นมันก็พร้อมที่จะปล่อย&lt;br /&gt;ทันที เหมือนเห็นแง่มุมแท้จริง เห็นเหตุแท้จริงของทุกข์นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเราเที่ยวควาญหาทางหลุดพ้น เราก็จะไม่มีวันพ้นจาก&lt;br /&gt;ความหลุดพ้นได้ เมื่อเรามองหาความรู้ที่จะทำให้จิตฉลาด&lt;br /&gt;เราก็โง่เมื่อนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ต่อหน้าต่อตาเรา&lt;br /&gt;นี้เอง แต่เรามองไปทางอื่น มองไกลไป ไปในอดีตบ้าง&lt;br /&gt;อนาคตบ้าง แต่ไม่ได้อยู่ดูปัจจุบันอันมหัศจรรย์นี้ว่า คำตอบ&lt;br /&gt;อยู่ตรงหน้าเรานี้เอง ณ ปัจจุบัน กายใจ เรานี้เอง สิ่งที่เรา&lt;br /&gt;ต้องการรู้ สิ่งที่เราสงสัย ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ปัจจุบันที่กายใจ&lt;br /&gt;เรานี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่าได้สร้าง อย่าได้ทำ อะไร ขึ้นมาอีกเลย แต่จงดูไปตรงๆ&lt;br /&gt;ที่ตรงหน้าเรานี้ ดูกายใจ ณ ปัจจุบัน ต่อหน้าต่อตาเรานี้เอง&lt;br /&gt;เราจะค้นพบสิ่งมหัศจรรย์อย่างที่สุด ทุกอย่างจะรู้สึกสมบูรณ์&lt;br /&gt;มีความสุข อิ่ม และเต็ม และรู้สึกมีคุณค่าที่มีแม้เพียงขณะหนึ่ง&lt;br /&gt;ของจิตที่มีสติสมบูรณ์ และพอใจที่จะได้ปฏิบัติเช่นนี้ไปตลอด&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-567309827130432507?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/567309827130432507/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=567309827130432507' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/567309827130432507'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/567309827130432507'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/08/blog-post.html' title='สิ่งที่อยู่ต่อหน้าต่อตาเรา'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-5722322194889791379</id><published>2007-07-10T18:02:00.000-07:00</published><updated>2007-07-10T18:38:36.898-07:00</updated><title type='text'>ส่งการบ้าน 9 กค.50</title><content type='html'>จากคราวก่อนที่ต้องล้มกระดานไป&lt;br /&gt;เหมือนเริ่มต้นภาวนาใหม่ แต่ด้วยความเข้าใจ&lt;br /&gt;จิตก็เข้าที่เข้าทางเหมือนเดิม คุณภาพการรู้&lt;br /&gt;ก็ดีเหมือนเดิม การตามรู้กายใจทำงานได้&lt;br /&gt;และความเข้าใจสำคัญที่ควรบันทึกไว้ก็คือ&lt;br /&gt;แม้ว่าเราเข้าใจว่าการตามรู้กายใจ แบบชนิด&lt;br /&gt;ไม่แทรกแซง ที่ดูเหมือนง่ายมาก แต่ในความ&lt;br /&gt;เป็นจริงนั้น มันทำยากจริงๆ เพราะจิตเรานั้น&lt;br /&gt;ไม่เคยอยู่เฉย มันวิ่งสร้างภพสร้างชาติตลอด&lt;br /&gt;เวลา และรวดเร็วมาก เพียงแต่ว่าเรามีสติฯ&lt;br /&gt;ที่จะรู้ได้หรือไม่เท่านั้น และข้อสำคัญก็คือ&lt;br /&gt;เห็นมันอย่างเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย หรือ&lt;br /&gt;รู้ความยินดียินร้ายนั้นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คราวนี้ไปพร้อมกับล้อท ล้อทไปถวายผ้าไตร&lt;br /&gt;ด้วยเงินที่หาได้ด้วยตัวเองหนแรกในชีวิต&lt;br /&gt;ล้อทส่งการบ้านก่อน ด้วยสำนวนของตัวเอง&lt;br /&gt;ที่เข้าไปเห็นอารมณ์ต่างๆ ทั้งกุศลและอกุศล&lt;br /&gt;เดิมกุศลล้อทบอกว่าไม่สามารถเห็นได้เห็น&lt;br /&gt;แต่ว่าพอมีความสุขจิตก็ติดอยู่แค่นั้น แต่คราวนี้&lt;br /&gt;เริ่มดูออกทั้งสองอย่าง และเห็นจิตที่ดิ้นรนไม่&lt;br /&gt;อยากภาวนา ซึ่งเมื่อก่อนก็จะทำอะไรไม่ได้&lt;br /&gt;แต่คราวนี้รู้จักสภาวะของมันทำให้สามารถรู้&lt;br /&gt;สภาวะนี้ได้อีก และสามารถเห็นว่าจิตเหมือน&lt;br /&gt;จะรู้อะไรสักอย่างแต่ยังไม่แจ้ง หลวงพ่อชม&lt;br /&gt;ว่าต้องภาวนาให้ได้อย่างนี้ซิ และยังสามารถ&lt;br /&gt;เห็นช่วงที่จิตลงภวังค์ก่อนที่ขึ้นวิถีใหม่ ล้อท&lt;br /&gt;อธิบายด้วยการเห็นของตัวเองว่า เห็นจิตอ่อน&lt;br /&gt;ตัวลงไป ค่อยๆ ลงไป ก่อนที่จะไปรู้สึกอะไร&lt;br /&gt;ต่อ ตรงนี้ถือว่าเป็นการเห็นที่ดีมาก เพียงแต่&lt;br /&gt;ยังไม่ชัดเจน หลวงพ่อเมตตาอธิบายเพิ่มเติม&lt;br /&gt;ว่ามันจะเข้าไปเห็นชัดในจุดนี้ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ&lt;br /&gt;อีกจุดนึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากนั้น ท่านก็ไล่เรียงมาถึงแม่ว่า ทำไงทีนี้&lt;br /&gt;เพราะลูกดูเหมือนก้าวหน้ามาก แม่จะทำไงทีนี้&lt;br /&gt;ก็ขำและเรียนท่านว่า อยากส่งการบ้านมากมาย&lt;br /&gt;แต่เวลาจะส่ง มักนึกไม่ออก ท่านก็ให้ดูสภาวะ&lt;br /&gt;นี้ไปเลย และกราบเรียนถามท่านว่า ตัวเองภาวนา&lt;br /&gt;ได้ดีขึ้นหรือยัง ท่านก็เมตตาตอบว่า ดีขึ้นแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การส่งการบ้านหลวงพ่อนับว่า เป็นสิ่งสำคัญมาก&lt;br /&gt;เพราะความเป็นจริงนั้น เราเห็นตัวเองอยู่หลาย&lt;br /&gt;หลากมากมายจนแทบจะมาเล่าชั่วขณะไม่ได้&lt;br /&gt;แต่การที่แค่ให้หลวงพ่อเห็นหน้าเท่านั้น ท่าน&lt;br /&gt;ทราบอยู่แล้วว่าทั้งหมดที่ผ่านมานั้น เราภาวนา&lt;br /&gt;เป็นอย่างไร ท่านจะไม่ทักเลย ถ้าเราภาวนา&lt;br /&gt;ไม่ก้าวหน้า แต่ท่านจะเมตตาเมื่อเราก้าวหน้าขึ้น&lt;br /&gt;หรือผิดไปอย่างน่าเป็นห่วง ท่านจะทักทันที&lt;br /&gt;ถ้าก้าวหน้าขึ้น ท่านก็จะถามเพื่อให้เรารายงาน&lt;br /&gt;เพื่อให้เราทราบว่าตัวเองเป็นอย่างไร เรารู้หรือ&lt;br /&gt;ไม่ เพราะบางคนแม้ตัวเองภาวนาดีขึ้น ก็ยังไม่&lt;br /&gt;ทราบ เพราะจิตกับขันธ์ยังทำงานไม่สัมพันธ์กัน&lt;br /&gt;แต่การที่ท่านให้ส่งการบ้านจะทำให้เขาทราบ&lt;br /&gt;ในจุดนี้ได้ด้วย และทำให้พัฒนาขึ้นได้ แต่ทั้งนี้&lt;br /&gt;บางคน ท่านก็ปล่อยไปก่อน ดูว่าคราวหน้าเขา&lt;br /&gt;เป็นอย่างไรเขาทราบตัวเองหรือไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไปกราบครูบาอาจารย์สม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ&lt;br /&gt;อย่างยิ่งในการภาวนา เพราะท่านเป็นกัลยาณมิตร&lt;br /&gt;ของเราอย่างยิ่ง ที่หาไม่ได้เหมือนเป็นนาทีทอง&lt;br /&gt;ในวัฎฎะสงสารนี้อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;_/|\_ _/|\_ _/|\_ กราบ กราบ กราบ&lt;br /&gt;พ่อแม่ครูบาอาจารย์ด้วยเศียรเกล้า&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-5722322194889791379?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/5722322194889791379/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=5722322194889791379' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5722322194889791379'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5722322194889791379'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/07/blog-post.html' title='ส่งการบ้าน 9 กค.50'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-759303614040886725</id><published>2007-06-15T17:19:00.000-07:00</published><updated>2007-06-15T17:38:43.322-07:00</updated><title type='text'>ล้มกระดาน</title><content type='html'>ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่เขาใหญ่&lt;br /&gt;ไปโดยบังเอิญ  เมื่อไปถึงแล้วก็ต้องตกบันไดพลอยโจน&lt;br /&gt;คือต้องปฏิบัติตามแบบของเขาไป  แต่ความที่เขามีรูปแบบ&lt;br /&gt;บางอย่างที่ทำให้เราต้องเพ่งกายและจิตไปโดยปริยาย&lt;br /&gt;ทำให้การภาวนาที่เราทำเสียหมด จิตไปจดจำวิธีการที่เขา&lt;br /&gt;ให้ทำมาอยู่แนบแน่นในจิต จนกระทั่งหลวงพ่อตำหนิเอา&lt;br /&gt;ว่าเสียหมดที่ทำมา ให้ตั้งต้นใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การภาวนาที่กำหนดอิริยาบทเพื่อหน่วงอารมณ์ให้ช้า&lt;br /&gt;โดยหวังให้สติฯ ทันขึ้น หรือทำให้บางคนจะรู้สึกตัวมีสติฯ&lt;br /&gt;ได้หรือไม่ ไม่อาจจะทราบได้ แต่ที่แน่ๆ นั้นสำหรับเราแล้ว&lt;br /&gt;เสียหายพอสมควร  แม้ว่าตอนที่อยู่ภาวนาก็คิดว่าเราน่าจะ&lt;br /&gt;รู้สึกตัวไปด้วยได้  แต่เอาเข้าจริง จิตของเราเองที่ปกติก็&lt;br /&gt;ชอบที่แอบไปกระทำสมถะเองบ่อยๆ อยู่แล้ว ก็เลยเข้าไป&lt;br /&gt;เป็นนิ่งเฉย จนต้องล้มกระดานในงวดนี้ซะแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การล้มกระดานและภาวนานับหนึ่งใหม่นั้น  เป็นอุบายภาวนา&lt;br /&gt;ที่เราทำได้เสมอๆ ไม่ถือว่าเสียหายอะไร ตรงกันข้ามนั้นเป็น&lt;br /&gt;สิ่งดีเสียด้วยซ้ำ  เพราะจิตที่ภาวนาใหม่ๆ นั้น ไม่ได้รกรุงรัง&lt;br /&gt;ด้วยสิ่งต่างๆ ที่จิตสะสมมา แต่เป็นจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับปัจจุบัน&lt;br /&gt;อย่างแท้จริง  เราไม่ต้องไปพะวงจะนับสองซึ่งมันคือการ&lt;br /&gt;ยึดอะไรบางสิ่งบางอย่างเสียแล้ว หรือเป็นการคาดหวังเป็น&lt;br /&gt;ตัณหาความอยากพ้นทุกข์ด้วยซ้ำไป  แต่การที่จิตใจอยู่กับ&lt;br /&gt;ปัจจุบันนั้น จิตมีเพียงแค่ขณะจิตเดียวที่รู้ ตื่น เบิกบานกับ&lt;br /&gt;ขณะนั้นๆ ชีวิตเราไม่เป็นสันตติแล้ว ความขาดเป็นช่วงๆ ก็&lt;br /&gt;เกิดขึ้น เราจะเห็นว่า มันไม่ได้ต่อเนื่องร้อยเรียงกันเป็นวัฏฏะ&lt;br /&gt;แต่มันแค่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ รวดเร็ว และดับไปเป็นขณะๆ เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อวันที่ไปกราบหลวงพ่อ ท่านก็เทศน์เรื่องจิตดื้อ เพราะ&lt;br /&gt;ความรู้ความเห็นบางอย่างนั้น เพียงพอสำหรับผู้นึงที่จะพ้น&lt;br /&gt;จากวัฏฏะสงสารนี้ได้ เพราะสามารถเห็นความเป็นอนิจจัง&lt;br /&gt;คือเห็นความไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆ ที่มันวิ่งไปมาทาง&lt;br /&gt;อายตนะต่างๆ ไม่ว่าจะหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ วิ่งไปวิ่งมา&lt;br /&gt;ตลอดจนเราไม่สามารถที่จะรู้เท่าทันมันได้เลย มันทำอย่าง&lt;br /&gt;ชำนาญ หรือเห็นความไม่ต่อเนื่อง การขาดลงของวัฏฏะ&lt;br /&gt;ในขณะที่จิตอยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่เราเคยเห็นต่อเนื่องกันนั้น&lt;br /&gt;แท้จริงไม่ได้มีลักษณะต่อเนื่องกัน แต่เป็นทุกขัง คือทน&lt;br /&gt;อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และยังสามารถเห็นว่า จิตใจเรานั้น&lt;br /&gt;ทำงานเองตลอดเวลา เราไม่เคยจะสั่งมันได้อย่างจริงจัง&lt;br /&gt;อยู่ๆ มันก็ทุกข์ ห้ามไม่ให้ทุกข์ก็ไม่ได้ มันเป็นอนัตตา&lt;br /&gt;แต่ทำไม เห็นแล้วไม่ข้ามสังโยชน์เสียที ก็เพราะจิตมันดื้อ&lt;br /&gt;ยังเห็นไม่พอ เป็นผู้ร้ายที่ยังไม่ยอมจำนนต่อหลักฐาน&lt;br /&gt;ทั้งๆ ที่เห็นแต่ยังไม่เชื่อ  ก็คงได้แต่รอให้มันได้ดูได้เห็น&lt;br /&gt;ให้กลักฐานกันต่อไป ด้วยการทำ ธัมวจยสัมโพชฌางค์&lt;br /&gt;คือวิจัยกันต่อไปว่า กายใจนี้ เป็นไตรลักษณ์จริงๆ จนวัน&lt;br /&gt;นึงมันคงยอมจำนนต่อหลักฐานเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลวงพ่อกล่าวว่า ความที่มันดื้อ มันก็ต้องเห็นทุกข์สาหัส&lt;br /&gt;จึงเชื่อ ก็ต้องเข้าไปเผชิญกับความทุกข์ให้จิตใจได้เรียนรู้&lt;br /&gt;จริงๆ ว่า แม้ขณะนี้ แค่ยึดก็ทุกข์ แค่เคลื่อนออไปก็ทุกข์&lt;br /&gt;แต่ไม่เป็นกลางกับความทุกข์ ยังหวังว่าจิตจะเป็นสุข &lt;br /&gt;เพราะความหวงแหนในกายใจตัวเอง  เพราะคิดว่ามันเป็น&lt;br /&gt;เรา เราจึงยังพยายามแสวงหาแม้แต่การดับทุกข์ เพราะคิด&lt;br /&gt;ว่าจะทำให้มันสุขถาวร  แค่มุมอันเล็กน้อยนี้ น่ากลัวมาก&lt;br /&gt;เพราะจิตมันยังเข้าใจผิด คิดแต่จะยึดกายใจไว้และยังคิด&lt;br /&gt;แต่จะให้กายใจนี้เป็นสุขถาวร ขณะนี้แม้เราจะคิดได้เพราะ&lt;br /&gt;ได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อ แต่เจ้าจิตโง่นี้ มันหาได้รับรู้กับ&lt;br /&gt;เราไม่ มันยังอยากยึด อยู่มีตัวตนเพื่อจะสุขอยู่ร่ำไป&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-759303614040886725?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/759303614040886725/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=759303614040886725' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/759303614040886725'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/759303614040886725'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/06/blog-post_604.html' title='ล้มกระดาน'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-5275291073072189537</id><published>2007-06-15T16:22:00.000-07:00</published><updated>2007-06-15T17:07:32.037-07:00</updated><title type='text'>ความรัก</title><content type='html'>วันนี้อยากจะเขียนใกล้ตัวเข้ามาอีกนิดนึง&lt;br /&gt;มนุษย์เรานั้น รู้จักความรัก และศรัทธาในเรื่องของความรัก&lt;br /&gt;เพราะเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เบื้องแรกที่มนุษย์รู้จัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมความรักจึงเป็นเรื่องยิ่งใหญ่เบื้องแรกของมนุษย์&lt;br /&gt;เพราะมนุษย์ดำรงค์อยู่ เติบโต ได้เพราะความรักนี่เอง&lt;br /&gt;ความรักจากพ่อจากแม่ ความรักอันบริสุทธิ์ที่มนุษย์รู้จัก&lt;br /&gt;เมื่อเขาเติบโตขึ้น ความรักตรงนี้ยังหล่อเลี้ยงจิตใจเขา&lt;br /&gt;เรื่อยมา เมื่อมนุษย์ทุกข์อย่างที่สุด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนที่&lt;br /&gt;จิตใจเหี้ยมโหดสักปานใด นักโทษร้ายที่กำลังจะถูกประหาร&lt;br /&gt;ก็จะร้องหาแม่ ในนาทีสุดท้าย   เพราะเขาทราบดีว่าแม่&lt;br /&gt;เป็นผู้รักและห่วงใยในชีวิตเขาที่สุด ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;ก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรักจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่เบื้องแรกของมนุษย์  แต่เมื่อเขา&lt;br /&gt;เติบโตขึ้นตามวัย ไม่ได้ต้องการการปกป้องจากพ่อแม่แล้ว&lt;br /&gt;ความรู้สึกนี้เขายังต้องการจากผู้อื่นอีก  อาจจะเรียกได้ว่า&lt;br /&gt;ไม่พอไม่อิ่ม  เพราะความต้องการของเขาเปลี่ยนไปอีก&lt;br /&gt;รูปแบบนึงแล้ว  ความรักของเขาจึงเป็นความรักที่มาจาก&lt;br /&gt;เพศตรงข้ามโดยทั่วไปแล้ว ทุกคนก็มักจะเป็นเช่นนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ในเบื้องลึกของจิตใจ  ที่หลายๆ คนยังค้นหา และไม่รู้ว่า&lt;br /&gt;ตัวเองกำลังค้นหาอะไร  บางคนคิดว่าไม่ใช่ความรักจากเพศ&lt;br /&gt;ตรงข้าม  ส่วนความรักของพ่อแม่นั้น เขาลืมไปแล้วเพราะ&lt;br /&gt;เขาเติบโตและมีความเป็นอยู่ที่ห่างพ่อห่างแม่ออกไป  ยกเว้น&lt;br /&gt;บางคนก็ยังคงอยู่ในสภาพนั้นก็มี  เมื่อเขายังหาคำตอบไม่ได้&lt;br /&gt;เขาก็ยังคงแสวงหาต่อไป  เพราะจิตใจในส่วนลึกมันเรียกร้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าเขาหันกลับมาศึกษาเข้าใจจิตใจตัวเองให้ถ่องแท้  หาความรู้&lt;br /&gt;ความเข้าใจในโลกกว้างให้มากขึ้น  บางทีเขาก็อาจจะได้รับ&lt;br /&gt;คำตอบ  แม้ว่า บางคนกลับไปคิดว่า ความรักที่ไม่ใช่จากเพศ&lt;br /&gt;ตรงข้าม อาจจะเป็นความรักจากใครก็ได้ แม้แต่เพศเดียวกัน&lt;br /&gt;ก็อาจจะเป็นได้  แต่เมื่อความรัก ซึ่งเป็นของสอาดบริสุทธิ์ได้&lt;br /&gt;เจือจนและเกลือกกลั้วด้วยกิเลสตัณหาราคะ  ความบริสุทธิ์&lt;br /&gt;สวยงามนั้น จึงกลายเป็นสิ่งน่าเกลียดสุดๆ และหันมาทำร้าย&lt;br /&gt;ผู้นั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความรักที่แท้จริงนั้น มีคนตั้งคำจำกัดความไว้มากมาย สวยงาม&lt;br /&gt;บ้างก็ว่า รักแท้ ย่อมให้อภัย เสียสละ ดำรงค์อยู่เพื่อคนที่รัก&lt;br /&gt;เท่านั้น ยิ่งมีคำจำกัดความที่สวยงามเท่าใด เราจะเห็นว่าคำจำกัด&lt;br /&gt;ความนั้น ใกล้เคียงกับการเสียสละ ใกล้เคียงกับคำว่าถาวร&lt;br /&gt;ยืนยง ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ รักเพื่อคนที่รักเท่านั้น ไม่ใช่สิ่ง&lt;br /&gt;อื่นใด  แต่คนที่แสวงหาความรักนั้น ไม่เคยสมหวังเลยสักราย&lt;br /&gt;เพราะเหตุว่า ขาดเหตุปัจจัยสำคัญๆ ไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าความรักแท้นั้น อาจจะถึงขั้นข้ามภพข้ามชาติ ซึ่งดูแล้ว&lt;br /&gt;รู้สึกว่าโรแมนติคเหลือเกิน  หลายคนก็อาจจะคิดเช่นนั้นและ&lt;br /&gt;คิดที่จะอธิษฐานจิตมาเจอกันเรื่อยไป แต่สิ่งที่เขาไม่ทราบก็&lt;br /&gt;คือการเกิดมาแล้ว อาจจะไม่ได้พบกัน และความที่เราเกิดกัน&lt;br /&gt;มาซ้ำซาก แถมยังไม่สามารถจดจำอะไรได้ เราก็อธิษฐานไป&lt;br /&gt;เรื่อย เกิดมาเจอคู่อธิษฐานในชาติเดียวกันหลายคน เรื่องก็&lt;br /&gt;ชักจะวุ่นวายสับสนกันเข้าไปอีก จะไม่ขอกล่าวในเรื่องนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่คนเราเกิดมาแล้วลืมบางสิ่งบางอย่าง แต่กลับจำบางสิ่ง&lt;br /&gt;บางอย่างไว้อย่างเหนียวแน่น  เป็นสิ่งที่ทำให้คนเรางุนงงกับ&lt;br /&gt;ชีวิตและความรักที่เขาแสวงหานั่นเอง  และลึกไปกว่านั้นก็คือ&lt;br /&gt;เขารู้สึกเหมือนว่า ตัวเองเกิดมาเพื่อแสวงหาอะไรสักอย่างนึง&lt;br /&gt;ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  เมื่อเขาจำอะไรไม่ได้ เขาก็มักจะนึกถึงเรื่อง&lt;br /&gt;ความรัก เป็นอันดับแรก  เพราะจิตใจของมนุษย์ทั่วไปนั้นนึก&lt;br /&gt;ได้เพียงเท่านั้น  นึกได้แต่เรื่องในกามโลก ในกามภูมิ ซึ่งทำ&lt;br /&gt;ให้เขานึกได้แค่ พลังอันยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ เรื่องความรักนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณเป็นคนนึง ที่คิดว่า ตัวเองเกิดมาเพื่อแสวงหารักแท้นั้น&lt;br /&gt;ลองปรับมุมมองตัวเองใหม่ว่า จิตใจที่โหยหาอะไรสักอย่างนั้น&lt;br /&gt;ที่แท้คืออะไร  ที่แท้คือเราหาความยิ่งใหญ่สักอย่างในวัฏฏะ&lt;br /&gt;นี้ใช่หรือไม่  หรือสิ่งนั้นก็คือการพ้นไปจากวัฏฏะสงสารนี้&lt;br /&gt;เพราะความที่เราทุกข์ซ้ำซาก พลัดพรากมาแล้วไม่รู้สักเท่าใด&lt;br /&gt;พลัดพรากจากคนรัก จากของรัก สิ่งเหล่านี้ทำให้เราทุกข์มา&lt;br /&gt;นานแสนนาน มันติดตรึงใจเราไม่รู้วาย  และมันคือการแสวง&lt;br /&gt;หาสิ่งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คือการพ้นไปจากมันเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่เราจะเข้าใจในแก่นแท้ของสิ่งบางสิ่งนั้น  เราต้องพากเพียร&lt;br /&gt;ที่จะศึกษาเข้าไปในจิตใจที่แท้ของเรานี้เอง  ไม่ต้องไปหาคำ&lt;br /&gt;ตอบอะไรจากภายนอก หรือจากคนอื่นเลย  เพราะแม้แต่ใจเรา&lt;br /&gt;เรายังไม่สามารถเข้าใจได้ถ่องแท้เลย  ถ้าเราทำตัวเป็นกลาง&lt;br /&gt;มองทุกอย่าง อย่างยุติธรรมจริงๆ  เราก็จะเริ่มมองออกในสิ่ง&lt;br /&gt;ที่มี สิ่งที่เป็น อยู่ภายในจิตใจเรานี้เอง  เรารักเขาหรือรักตัวเอง&lt;br /&gt;มากกว่ากัน  แม้แต่คนที่ฆ่าตัวตายเพื่อความรักนั้น ที่แท้เขารัก&lt;br /&gt;ตัวเองมากกว่า แต่ความร้ายของตัวเองนั้น เขายอมฆ่าตัวเอง&lt;br /&gt;เพื่อเอาชนะคนอื่น  เพราะคิดว่า คนอื่นจะต้องชดใช้ในสิ่งที่&lt;br /&gt;เขาทำ  เพื่อให้เขาต้องทุกข์ไปตลอดชีวิต ฆ่าตัวเองเพื่อให้เป็น&lt;br /&gt;ตราบาปสำหรับคนอื่น  โดยลืมบางสิ่งบางอย่างไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเห็นว่า  มีคนมากมายที่ทุกข์เพราะความรัก มันแสนสาหัส&lt;br /&gt;สำหรับคนๆ หนึ่งอย่างมาก ความทุกข์ความเจ็บปวดนั้น มันทำลาย&lt;br /&gt;ทุกสิ่งทุกอย่างได้ แม้แต่ตัวเขาเอง  แต่ถ้าเขามีสติฯ รู้ขึ้นมาว่า&lt;br /&gt;อะไรกำลังเกิดขึ้นกับจิตใจเขา  เขาเคยมีสติฯ ที่จะรู้จักคำว่ากิเลส&lt;br /&gt;เขาก็จะทราบว่า ที่เขาทุกข์ดิ้นรนมากมายนั้น  เพราะเขาไม่ได้&lt;br /&gt;สนองตอบอย่างที่ต้องการเท่านั้น หาใช่ความรักจริงจังอะไรไม่&lt;br /&gt;หรือแม้แต่การต้องการให้คนอื่นทดแทนสิ่งที่เขาทำให้ไป มันคือ&lt;br /&gt;การลงทุน ลงแรง ที่ต้องการผลกำไรเท่านั้นเอง เพราะไม่เช่นนั้น&lt;br /&gt;แล้วเขาก็จะไม่รู้สึกทุกข์เลย เมื่อไม่ได้การตอบสนอง เพราะเขา&lt;br /&gt;จะไม่รู้สึกขาดทุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทีนี้ถ้าเรามามองในมุมของคนที่รักกันจนยืนยาว  อยู่กันจนเฒ่าจน&lt;br /&gt;แก่นั้น มีอยู่จริงหรือไม่  ในนิยายนั้น ความรักจะมีขีดสูงสุดอยู่ตอน&lt;br /&gt;หนุ่มสาว และจบลงที่การได้แต่งงานกัน หรืออยู่ครองคู่กัน เรื่อง&lt;br /&gt;ราวต่อไปส่วนมากไม่ค่อยนำเสนอ  เพราะในชีวิตจริงนั้นแม้จะรัก&lt;br /&gt;กันจนเฒ่าจนแก่ เขาก็ผ่านวิกฤตต่างๆ อย่างอดทนมาด้วยกัน ซึ่ง&lt;br /&gt;ต้องมีเรื่องการนอกลู่นอกทาง นอกใจ ของคนใดคนนึงอยู่ด้วย&lt;br /&gt;แต่ช่วยกันฝ่าฟันออกมาได้ ไม่เชื่อก็ลองไปถามดูว่า ยังมีหรือไม่&lt;br /&gt;ที่อยู่ด้วยกันมาจนแก่ ไม่เคยทะเลาะวิวาท เสียอกเสียใจกันมา&lt;br /&gt;ส่วนมากมีมาแล้วแทบทั้งนั้น  และที่อยู่กันได้จนแก่เพราะทนได้&lt;br /&gt;ถ้าไม่ชิงตายจากกันเสียก่อน เรื่องราวเช่นนี้ย่อมมีเสมอในมนุษย์&lt;br /&gt;เพราะเราอยู่กับกิเลสตัณหา แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บางคนนั้นได้พบความรักอันยิ่งใหญ่จริงๆ ในจิตใจตนเอง นั่นคือ&lt;br /&gt;ความรักความเมตตาอันมหาศาล  ที่แผ่ออกไปยังมวลมนุษย์อย่าง&lt;br /&gt;ที่เรียกว่า โพธิสัตว์ หรือผู้ปรารถนาพุทธภูมิ จิตใจเขานั้นมีความรัก&lt;br /&gt;อันยิ่งใหญ่  ที่ไม่ได้เจาะจงให้ใคร แต่ความรักที่ให้กับมวลมนุษย์&lt;br /&gt;และสัตว์ทั้งหลายอย่างไม่มีประมาณ  ความรู้สึกเช่นนี้ก็คือ&lt;br /&gt;ความรักนั่นเอง  แต่เขาสามารถค้นพบภายในจิตใจของตัวเองว่า&lt;br /&gt;มันคือสิ่งนี้  ซึ่งแน่นอนว่า เขาต้องปฏิบัติธรรมจนสามารถย้อนมา&lt;br /&gt;รู้ภายในจิตใจตัวเองและเห็นเด่นชัดว่า  ความรักที่เคยมี หรือเคย&lt;br /&gt;แสวงหานั้น มันคือความรักอันยิ่งใหญ่ที่ให้กับมวลมนุษย์และสัตว์&lt;br /&gt;ทั้งหลายนั้นเอง  ถ้าเขาไม่ได้เข้ามาปฏิบัติธรรม เขาก็ยังแปลความ&lt;br /&gt;รู้สึกนั้นไม่ออก และยังคงแสวงหารักแท้อยู่นั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าคุณเป็นคนนึง  ที่คิดว่าตัวเองแสวงหาความรักแท้อยู่ ลองเข้ามา&lt;br /&gt;ศึกษาปฏิบัติธรรม เพื่อจะได้ทราบแก่นแท้ของจิตใจตัวเองดูว่าใช่&lt;br /&gt;หรือไม่  ถ้าความรักฉันมนุษย์ธรรมดา ไม่เคยตอบสนองจิตใจคุณได้&lt;br /&gt;ลองให้ความรักกับมวลมนุษย์ที่ไม่ใช่แค่มนุษย์คนใดคนนึงที่จะทำ&lt;br /&gt;ให้คุณต้องหมกหมุ่นกับกิเลสตัณหาพาทุกข์อย่างทุกวันนี้  บางที&lt;br /&gt;คุณจะได้พบกับความสุขที่ให้กับมวลมนุษย์เฉกเช่น ศาสดาหลายๆ&lt;br /&gt;องค์ของศาสนาอื่นได้กระทำมาแล้ว  ยกเว้นศาสนาพุทธที่พระพุทธ&lt;br /&gt;องค์ทรงสอนให้เราพ้นจากทุกข์ที่แท้จริง  สอนให้เรารู้จักรูปนาม&lt;br /&gt;กายใจของเราอย่างถ่องแท้  จนสามารถเลือกเดินหรือรู้ได้ว่าแท้&lt;br /&gt;จริงแล้ว ภายในจิตใจเรานั้น ต้องการอะไรกันแน่ อะไรทำให้เรา&lt;br /&gt;ทุกข์ซ้ำซาก และเราพร้อมหรือยังสำหรับเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์&lt;br /&gt;หรีอเส้นทางแห่งการช่วยให้คนอื่นพ้นทุกข์&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-5275291073072189537?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/5275291073072189537/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=5275291073072189537' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5275291073072189537'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5275291073072189537'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/06/blog-post_15.html' title='ความรัก'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-4466984301441115986</id><published>2007-06-02T06:36:00.000-07:00</published><updated>2007-06-02T06:43:13.093-07:00</updated><title type='text'>โลกคือหมู่สัตว์</title><content type='html'>โลกคือหมู่สัตว์ โลกคือ รูปนาม กายใจเรานี้เอง ฉะนั้นการเข้าถึง หรือเข้าใจในโลก ก็คือการเข้าใจใสความเป็นไปของรูปนาม กายใจเรานี้เอง ข้อนี้คือความลับของธรรมชาติ ในการเข้าใจชีวิต เข้าใจธรรมชาติ และความเป็นไปของสิ่งเหล่านั้น  เข้าใจเพื่อให้สิ่งเหล่านั้น ไม่กลับมาทำร้ายให้เราทุกข์  หรือถ้าจะพูดว่า เราได้ศึกษาจนเห็นความเป็นจริงของธรรมชาติที่เรียกว่า ธรรมนี้เอง  และเมื่อเราเข้าใจหรือเห็นได้ตามความเป็นจริงของกายใจนี้จริงๆ  ความทุกข์ของเรา ก็จะลดน้อยลงตามลำดับ ลดน้อยลงชนิด เห็นได้ว่านี่คือทางเดิน  นี่คือมรรคมีองค์แปด หนทางดำเนินไปสู่การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราต้องเรียนรู้ศึกษากายใจ อันเป็นโลกนี้จากภายในของเราเอง  เพราะเมื่อใดเรารู้จัก และเข้าใจ เห็นตามความเป็นจริงของรูปนามกายใจเรานี้เอง   จะทำให้เราเข้าใจโลกภายนอก เข้าใจในชีวิตอื่นๆ และความเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้น หมุนเวียนเปลี่ยนไป อันเป็น “โลก” นี้เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูบาอาจารย์ท่านเคยกล่าวไว้ว่า รูปนามกายใจของเรา  เป็นที่จิตท่องเที่ยวไป นั่นคือ จิตท่องไปในโลกนี้เช่นกัน เมื่อเราเข้าใจรูปนามกายใจของเราชัดเจนขึ้นเท่าใด  เราย่อมรู้จักโลกอย่างแท้จริงมากขึ้นเท่านั้น  เราเห็นตัวเอง เราก็เห็นคนอื่น เราจะเห็นความไม่แตกต่างในเนื้อแท้ของเรา เขา และสิ่งที่เรียกว่า “โลก” นี้เลย  เราจะทราบว่า มนุษย์ทุกคนเกลียดทุกข์ รักสุข ทุกคนล้วนทำทุกอย่างเพื่อหนีทุกข์ และขอรับแต่ความสุข  เพราะเบื้องลึกนั้นคือ การรักและหวงแหนในรุปนามกายใจอย่างที่สุด  แม้กระทั่งหวังจะให้เรานี้ได้มรรคผลนิพพาน  ก็เพราะหวังจะให้รูปนามกายใจนี้เป็นสุขอย่างถาวร  โดยลืมมองเห็นไปว่า มันสวนทางกับความเป็นจริง นั่นคือ ไม่มีอะไร  “ถาวร”  แต่มีแต่สิ่งนึงที่เกิดขึ้นตั้งอยู่แลดับไป  โดยที่ผู้เข้าไปสู่ความรู้สึกนั้นได้ จะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้พบกับความจริงชนิดนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ความสุข เสมอด้วยความสงบ ไม่มี”  นั่นหมายถึงว่า จิตที่ยอมรับเพราะรู้แจ้งเห็นจริง  เห็นในความเป็นจริงของโลก เห็นในสิ่งที่เกิดขึ้นต่างๆ ด้วยความรู้สึกที่เข้าใจ ในความเป็นไป จิตใจจะรู้สึกเห็นความเป็นจริง และอยู่เหนือปัญหาเหล่านั้น  จิตใจจะเบิกบาน สงบ และเป็นความสุขอย่างยิ่ง  เป็นความสุขที่ไม่ต้องอิงอามิส  หมายถึงไม่ต้องมีรางวัลสิ่งล่อให้จิตใจต้องมีความสุข  เหมือนที่กิเลสเคยหลอกล่อให้เราทำสิ่งต่างๆ แล้วมีความสุขเพียงเล็กน้อยเพื่อกลับมาทุกข์อีก  แต่จิตใจที่เข้าไปเห็นความจริงแม้เพียงเล็กน้อย จะสงบระงับและเข้าใจในความเป็นจริงของธรรมชาติ  ที่เรียกว่าธรรมะนี้เอง  ทำให้จิตใจสงบ สุข และมีสันติอยู่ภายใน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราไม่ต้องเหงา เศร้า และงุนงง กับ “โลก” และการกระทำต่างๆ ที่รวมกันเป็นโลกเลย  เพราะเราเข้าใจอย่างแท้จริงด้วยการเข้าไปเห็นความจริงนี้ จากการเห็นกายใจเราแท้จริงเท่านั้นเอง  การเห็นการเรียนรู้กายใจ ด้วยความเป็นกลาง ด้วยยอมตนเป็นเพียงผู้ดู ผู้ศึกษาวิจัย เป็นธัมวิจยโดยแท้จริง  เราเป็นผู้ทำการค้นคว้าวิจัยโลก เราค้นคว้าโลกด้วยการค้นคว้ามาที่จิตใจและร่างกายของเรานี้เอง  เราก็จะเห็นความเกี่ยวโยง ของกายใจ  ที่ทำได้ทุกอย่าง ทำแม้กระทั่งฆ่าตัวเองให้ตายได้ด้วยกำลังของจิต  และตรงกันข้าม มันก็พร้อมที่จะพาเราพ้นจากทุกข์ จากวัฎฎะสงสารนี้ได้ อย่างชนิดไม่ต้องกลับมาเกิดทุกข์ซ้ำซากอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กราบพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ครูบาอาจารย์ผู้มีเมตตาอบรมสั่งสอน นำธรรมะมาสู่เรา และเราน้อมเข้าสู่ใจ ศึกษาธรรมะให้เป็นอกาลิโล คือเป็นธรรมที่เหนือกาลเวลา  เพราะตราบใดที่เราทุกคนยังใฝ่รู้ ใฝ่ศึกษา นำธรรมะอันดีนั้นเข้ามาสู่จิตใจเรา  เราก็จะอยู่เหนือโลกได้ไม่จำกัดเวลา  ธรรมะเป็นสิ่งที่เมื่อใดมีผู้ศึกษาเวลานั้นเขาก็จะได้ธรรมะเข้าคุ้มครองรักษาตนทันที&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-4466984301441115986?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/4466984301441115986/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=4466984301441115986' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4466984301441115986'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4466984301441115986'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/06/blog-post.html' title='โลกคือหมู่สัตว์'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-4848059312285133660</id><published>2007-04-29T19:08:00.000-07:00</published><updated>2007-04-29T19:41:25.747-07:00</updated><title type='text'>ธรรมะเรื่องเฉพาะตัว</title><content type='html'>&lt;span style="color:#990000;"&gt;แม้ว่าหลายๆ ครั้งจะพูดถึงเรื่องจริตนิสัยวาสนา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เฉพาะตัว ของแต่ละบุคคล ว่าเป็นสิ่งสำคัญสิ่งนึงที่จะช่วยให้เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;สามารถดำเนินจิตในการปฏิบัติธรรม เข้าสู่เป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;และไม่เนิ่นช้า  แต่ก็ยังมีแง่มุมหลายๆ แง่มุมที่ควรเข้าใจด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เช่น ธรรมะหมวดใดหมู่ใด ที่ทำให้เราเข้าถึงธรรมได้ง่ายกว่ากัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หลวงพ่อแจกแจงไว้ว่า บางคนเห็น เกิด ดับ บางคนเห็นขันธ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;กระจายตัวออกไป เท่าที่จำได้ก็สองแล้ว ไม่รวมข้อหมวดธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;อื่นๆ ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล เช่น บางคนชอบเมตตาภาวนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;บางคนก็มุ่งสติปัฏฐานเลยไม่สนใจเรื่องธรรมในหมวดอื่นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ธรรมะมีหลายหลากมาก ยิ่งศึกษา ยิ่งมีมาก ถึงขนาดว่าแม้แต่ใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;พระไตรปิฎกเอง ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ยิ่งศึกษายิ่งลุ่มลึก น่าหลงใหล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ซึ่งกลายเป็นการศึกษานั้นกลายเป็นกับดักของผู้ที่มัวสนใจปริยัติอย่างเมามันไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แต่หลักโดยรวมที่สรุปไว้มีสามสิ่งสำคัญคือ ปรโตโฆษะ การได้ยินเสียงธรรม &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;หมายถึงการที่เราได้รับฟังธรรมะ ซึ่งอาจจะหมายถึงอ่านด้วยในยุคปัจจุบัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;การที่ได้มีกัลยาณมิตร คือผู้ที่บอกธรรมนั้นแก่เราหมายถึงครูบาอาจารย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;และสิ่งสำคัญอย่างยิ่งก็คือโยนิโสมนสิการ คือการน้อมนำเอาธรรมะนั้นมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ใส่ใจ มาประพฤติปฏิบัติและใคร่ครวญว่า ตรงจริงได้ผลหรือไม่อีกด้วย &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ตรงนี้เองที่เราต้องหมั่นโยนิโสมฯ บ่อยๆ เพื่อเป็นการตรวจสอบตนเอง เบื้องต้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;หรือว่าไปแล้วอาจจะดีที่สุด ถ้าไม่มีโอกาสได้พบครูบาอาจารย์ที่ท่าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;รู้แจ้งเห็นจริง จริงๆ ที่จะบอกเราได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;หลวงพ่อบอกว่าธรรมมีมากมายที่พระพุทธองค์ทรงแจกแจงไว้ ทั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ไม่ได้หมายถึงว่า เราต้องปฏิบัติไปทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านสอน เพราะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;จริตนิสัยวาสนาเรานั้น เท่ากับว่า ตัวเราเองนั้น เหมาะสมกับธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ข้อไหนมากที่สุด เหมือนคนที่รักษาได้ถูกโรคถูกยา โดยตรงทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เพราะเหตุว่า มนุษย์แต่ละบุคคลนั้น ถูกสร้างมาต่างกรรมต่างวาระ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;รู้ความเห็น ความเชื่อ ประสบการณ์ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้คนเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ต่างกัน มีเฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้น ที่สอนคนให้ไปสู่จุดสูงสุดคือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;การพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ด้วยการรู้ทุกข์ แต่การรู้ทุกข์ได้นั้นไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เดินมาด้วยวิธีทางเดียวกัน แม้ว่าปลายทางจะเป็นจุดๆ เดียวกันก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ทำอย่างไรเราถึงจะรู้ได้จริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ก็เรียนรู้ตัวเราเองนี่แหละ ให้ได้ชัดเจนที่สุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ธรรมอยู่ที่กายและใจเรานี่เอง คำตอบอยู่ตรงนี้ เพียงแต่ว่าเราจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ทำอย่างไร ที่จะเข้าไปเห็นความเป็นจริงอย่างนั้นได้จริงจัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ธรรมเรื่องนอกๆ นั้นเรียนมาเยอะมากแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านจึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;บอกให้เราหันมามองภายใน ภายในก็คือ ภายในกายในใจของ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เรานี่เอง และต้องศึกษากายใจเรานี้ อย่างเป็นกลางเสียด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;อย่าได้แอบไปเข้าข้างมันเสียก่อน ทำให้ปิดบังความจริงนั้นไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ปกติของคนเรานั้น ยึดมั่นในกายใจนี่อย่างเหนียวแน่น ชนิดว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;มันไม่มีทางเห็นหรอกว่า มันยึดไว้อย่างไร คำพูดที่เราฟังกันมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ซ้ำๆ ซากๆ ว่ารู้ไม๊เรายึดกายยึดใจอยู่ เราไม่สามารถจะเห็นได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;จริงๆ จังๆ เลย เพราะว่าเราไม่เคยเป็นกลางต่อการรู้เห็นนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ตัวอย่างเช่น เวลาเราเจ็บป่วย ความทุกข์ของการเจ็บป่วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ทางกายนั้น รวบเอาความรู้สึกทางใจผสมผสานกันเสร็จ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เราจะรู้สึกเสมอว่า เรานี้แหละเจ็บป่วย เรานี้แหละที่รู้สึกทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;กับการเจ็บป่วย ก็ร่างกายมันดิ้นเร่าๆ อยู่อย่างนี้ จะเห็นเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;อย่างอื่นไปได้อย่างไร และเราก็รู้สึกเจ็บอยู่นี่ คนอื่นจะมารู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ได้อย่างไรว่าเราเจ็บขนาดไหน ความปรุงแต่งที่เวทนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ความรู้สึกนั้น ปรุงแต่งจิตไปแล้ว เราไม่สามารถเห็นได้เลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ถ้าไม่ได้ฝึกมาอย่างดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ฝึกอย่างแรกและสำคัญที่สุด คือฝึกสติฯ ให้มันสามารถระลึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;รู้ได้ทันท่วงทีว่า กายเจ็บส่วนกาย แล้วสามารถระลึกย้อนมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ดูที่จิตใจเราได้ว่า มันเจ็บด้วยหรือไม่ ไม่ว่าจะเห็นว่าจิตนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จะดิ้นรน ทุรน ทุรายไปกับการป่วยของกายหรือไม่ จุดสำคัญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;คือสติฯ นั้นระลึกได้ทันหรือไม่ ว่าจิตกำลังเป็นเช่นไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ถ้าเราเคยฝึกสติฯ มาแล้วบ้าง เราก็จะระลึกรู้ได้ทันว่า ขณะนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จิตร่วมด้วยช่วยกันกับกายหรือไม่ และเป็นข้อที่อัศจรรย์มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สำหรับคนที่เคยฝึกมา ก็คือ มันจะระลึกเอง และเห็นเองได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;และทันท่วงทีพอที่จะแยกกายกับจิตออกได้ เพราะมีสติฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;รู้เท่าทันการที่จิตเข้าไปยึดกาย หรือเข้าไปพะวงกับการป่วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ของกายได้ เมื่อมันระลึกรู้แล้ว จิตกับกายแยกออกจากกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราก็จะเป็นกลางกับการเห็นกายนี้ป่วยไข้ และพยายามจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;รักษาตัวเองอยู่ จิตจะสบาย อยู่ต่างหาก ไม่ต้องรับรู้การเจ็บ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ป่วยทุกข์ทรมาณของกาย แต่กลายเป็นคนดูได้จริงๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;อย่าลืมว่า การฝึกฝนอบรมจิตใจเรานั้น สำคัญที่สุด หาหนทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;สำหรับตัวเราเอง ให้เป็นธรรมะเฉพาะตัวของเราเองให้ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เพราะผลที่ได้รับนั้น คุ้มค่ามหาศาล อย่าให้การเกิดมาพบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;พระพุทธศาสนา และคำสอนของเรา โดยเฉพาะชาตินี้ที่ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;พบกับครูบาอาจารย์ที่ประเสริฐ ที่ชี้หนทางให้เราเดินได้ถูกต้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;นับเป็นนาทีทองในวัฏฏะสงสารนี้ ให้เสียเปล่า รีบเร่งเข้าเถอะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ที่จะเรียนรู้กายใจเราให้เท่าทันขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราเองจะมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ความสุขที่แท้จริง ที่ไม่ใช่ความสุขที่แค่หนีจากความทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แต่เป็นความสุขอันแท้จริง เพราะการวางในกายใจนี้จริงๆ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-4848059312285133660?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/4848059312285133660/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=4848059312285133660' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4848059312285133660'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4848059312285133660'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/04/blog-post_29.html' title='ธรรมะเรื่องเฉพาะตัว'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-5366974261316243397</id><published>2007-04-19T21:37:00.000-07:00</published><updated>2007-04-19T22:20:34.099-07:00</updated><title type='text'>แน่นักหรือนักภาวนา</title><content type='html'>&lt;span style="color:#990000;"&gt;ไม่แน่ แน่ๆ ค่ะ เพราะเราภาวนาเพื่อเห็นความเป็นไตรลักษณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;คือเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง แต่ความที่เป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;นักภาวนาหรือนักปฏิบัติธรรม ก็ยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;อะไรหรือ หลวงพ่อบอกว่า เราทำผิดเสียแล้ว ด้วยการตั้งตัวเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;อะไรสักอย่าง เพราะเราทำไปเพื่อละความเป็นอะไรนี่แหละ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เมื่อวางตัวเองเป็นนักภาวนา วางตัวเองเป็นนักปฏิบัติ เราจึงเกิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ความเป็นตัวเป็นตนของการมีการกระทำ อันเป็นตัวเจตนาอย่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ใดอย่างนึงขึ้นมาโดยไม่เฉลียวใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ความเป็นจริงแล้วเราควรทำตัวเป็นนักศึกษา ที่ตรงกับคำว่า สิกขา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราค้นคว้าวิจัย ตรงกับคำว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ด้วยการตามรู้ตามดู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ความเป็นจริงของกายของใจเรานี้เอง ว่าความเป็นจริงแล้ว &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;มันเป็นอย่างไรกันแน่ และเรารู้จักกายใจเรานี้ดีจริงหรือ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หรือรู้ตามความเป็นจริง จริงๆ หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แม้เราจะฝึกฝนศึกษาปฏิบัติธรรมมานานแค่ไหนก็ตาม ถ้าบททดสอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ของเราในชีวิตประจำวันยังไม่ผ่าน ก็ถือว่า เรายังต้องศึกษาปฏิบัติต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ช่วงนี้ตัวเองได้มีโอกาสไปเฝ้าไข้คุณพ่อในโรงพยาบาล  ซึ่งเป็นแหล่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ที่เราจะฝึกฝนจิตใจและทดสอบการศึกษาของเราได้ดีพอสมควรทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;นับตั้งแต่จิตใจเราเอง ที่ต้องโดนกระทบกับสิ่งต่างๆ ที่ล้วนแต่เป็นเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ทุกข์ของมนุษย์ที่เกิดมาเพราะมีร่างกายนี้มาแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ทำให้เห็นได้ชัดเจนเลยว่า  ถ้าเราไม่ฝึกฝนจิตใจมามากพอสมควรเราจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ไม่สามารถมีสติฯ ที่จะรู้เท่าทันกับการกระทบต่างๆ ที่ประดังเข้ามาได้เลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;คนที่อยู่ในสภาวะเจ็บปวดเพราะความเจ็บไข้นั้น  จิตใจย่อมเลื่อนไหลไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;กับกายที่เจ็บป่วยได้ง่ายดาย  การจะมีสติฯ ระลึกรู้เข้ามาอย่างเป็นกลางนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ทำได้ยากยิ่ง  คุณพ่อของผู้เขียนเองเป็นผู้ที่ทำสมาธิได้ยอดเยี่ยมผู้นึงชนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ที่สามารถถอดจิตตัวเองไปเที่ยวตามวัดวาต่างๆ เคยไปวัดพระมหาธาตุก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ที่ตัวเองจะเคยได้ไปจริง  และสามารถเห็นสถานที่ต่างๆ ได้จากการทำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;สมาธิชนิดที่เรียกว่า ตาทิพย์ก็ว่าได้ และเมื่อไปดูของจริง ก็ตรงทุกรายละเอียด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เหมือนที่เห็นในสมาธิทุกประการ แม้แต่เห็นว่าใครจะแต่งชุดด้วยเสื้อผ้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ชนิดใด พอเห็นตัวจริงก็ตรงทุกประการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;สมัยที่คุณพ่อเล่าเรื่องสมาธิให้ฟัง และบอกว่าไม่เข้าใจว่า สุดท้ายคือมันไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;หายใจ มันเป็นไปได้อย่างไร ขณะนั้นผู้เขียนยังเด็ก แต่ชอบฟังพ่อเล่าก็เพียง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แต่จดจำไว้เฉยๆ ตัวเองก็ไม่ได้ปฏิบัติอะไร  จนกระทั่งท่านป่วยจนไม่สามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;จะสื่อสารกันได้ เราถึงเริ่มมาเข้าใจการปฏิบัติอย่างจริงจัง ก็ต้องบอกว่าสาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เสียแล้ว เพราะท่านไม่ได้ศึกษาปฏิบัติเรื่องสติฯ มาก่อนเลย จะบอกกล่าวอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ก็ไม่ทันเสียแล้ว แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจที่พยายามจะให้ทราบธรรมะของพระ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ผู้รู้ทั้งหลาย แม้โอกาสจะมีน้อยนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แต่สิ่งที่ได้รับมาก็คือ แม้จะพยายามพูดเรื่องสติฯ ให้ท่านฟังขณะที่เริ่มกระวน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;กระวายใจกับเวทนาทางกาย ก็ไม่สามารถทำให้ท่านรู้และเข้าใจได้เลย อย่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;มากที่สุด ก็เล่าเรื่องที่ท่านเคยเล่าให้เราฟังถึงเรื่องการทำสมาธิ แล้วสามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แยกจิตออกไปได้ ให้ลองระลึกรู้ แต่ท่านก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขณะนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ท่านเจ็บปวดกับกายมากเกินกว่าจะทำจิตให้ตั้งมั่นด้วยสมาธิได้  ครั้นจะให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ท่านระลึกรู้ด้วยสติฯ ไปเลย ก็ทำไม่ได้อีก เพราะเหตุที่ไม่ได้ฝึกสติฯ มาก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;สุดท้ายก็ให้ทำได้แต่ทำจิตให้สงบเข้าไว้ เท่าที่ทำได้เท่านั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มามองตัวเองด้วยว่า แม้จะฝึกสติฯ มาบ้าง แต่อยู่ในสถานะการณ์ต่างๆ ที่มี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ความกดดันสูง บางเวลาเรายังหลงไปนานกว่าจะรู้สึกตัว น่ากลัวจริงๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ฉะนั้นมีหนทางเดียวเท่านั้น ที่จะเอาตัวรอดได้คือหมั่นฝึกสติฯ ให้มาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มากชนิดไหน ก็คือมากชนิดว่า เมื่อมีอะไรมากระทบแล้ว สติฯ ทำงานเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ได้อัตโนมัตินั่นแหละ คงพอช่วยให้รอดไปได้ชาตินึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ที่ว่ารอดไปได้ชาตินึงก็เพราะเหตุที่เรามีสติฯ อยู่นั้นเอง เราไม่ตกไปสู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;อบายได้ เพราะความมีสติฯ รู้สึกกายใจที่กำลังแปรปรวน แล้วไม่หลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;อยู่ในกิเลสตัวใดตัวนึงอยู่ขณะกำลังตายไป แต่จิตมีสติฯ ระลึกรู้สิ่งที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง จิตเป็นกุศลล้วนๆ ก็จะพากายใจนี้ไปสู่ภพที่ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;และยังเป็นปัจจัยให้เราได้ภาวนาต่อไปด้วยการเจริญสติฯ ต่อไปได้อีก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ในภพชาติหน้า หรือถึงแม้ว่า ภพหน้าชาติหน้าไม่มีจริง ขณะจิตที่เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;มีสติฯ อยู่นั้นเอง เราก็มีความสุขไม่ถูกความทุกข์บีบคั้น และยังสามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เข้าใจสภาวะของกายที่เป็นไปตามธรรมชาติของเขาอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากจะสรุปง่ายๆ เลยว่า สติฯ เท่านั้นที่ต้องหมั่นฝึกฝนให้มีมากเข้าไว้&lt;br /&gt;เพราะสติสัมปชัญญะเป็นธรรมมีอุปการะมาก คือมีคุณมากมายมหาศาล&lt;br /&gt;นับตั้งแต่ทำให้เราหลุดออกมาจากทุกข์ที่ทำให้เรากระวนกระวายใจใน&lt;br /&gt;ขณะนั้นๆ ได้ ยังสามารถต่อไปเป็นปัญญาให้เราเห็นรูปนามกายใจนี้&lt;br /&gt;เป็นจริงอย่างที่เขาเป็น  นี่แหละหนทางที่มองเห็นได้อย่างลางๆ แล้ว&lt;br /&gt;ในขณะนี้ เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ เดินทางไปเรื่อยตามเส้นทางที่เรียก&lt;br /&gt;ว่า "มรรค" นี้เอง จะแน่หรือไม่แน่ก็ตาม เราไม่สนใจว่าตัวเองจะแน่&lt;br /&gt;สักแค่ไหน เพราะวัฏฏะสงสารนี้น่ากลัวแล้วสำหรับเรา  ความน่ากลัว&lt;br /&gt;ทำให้เราไม่อยากพบอีก ไม่อยากมาเจอะเจอกับสิ่งเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า&lt;br /&gt;เราจึงเกิดความพอใจที่จะเดินต่อไปไม่หยุดเท่านั้นเอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-5366974261316243397?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/5366974261316243397/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=5366974261316243397' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5366974261316243397'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/5366974261316243397'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/04/blog-post.html' title='แน่นักหรือนักภาวนา'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-3540570971257032413</id><published>2007-03-28T05:36:00.000-07:00</published><updated>2007-03-28T05:38:39.682-07:00</updated><title type='text'>นางเอก</title><content type='html'>&lt;span style="color:#990000;"&gt;คนเราส่วนมากมักนึกอยู่เสมอๆ ว่าเราคือนางเอก จริงๆ เราก็เป็นนางเอก พระเอกของชีวิตเราเองนี่แหละ เพราะเรามองตัวเราเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในโลกนี้ บางคนดีหน่อยก็จะมองแบบเอื้อเฟื้อกับชาวโลก แต่ก็ยังแอบมีตัวเองเป็นศูนย์กลางชนิดที่เรียกว่า ทิฏฐิ (ทิฏฐิคือความเห็น) เราแต่ละคนต่างมีความเห็นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตามความรู้ ประสบการณ์และการนึกคิดของคนคนนั้นนั่นเอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;การศึกษาศาสนาอย่างที่เรียกกันว่า ภาวนา คือทำให้ดีให้มีให้เป็นขึ้นมา อย่างที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมก็ได้ คือทำให้เป็นธรรมะขึ้นมา เราก็จะเห็นว่า เรามักจะมีตัวเองอย่างที่มีการกระทำเสมอๆ ไม่ทางกาย วาจา และใจ ก็ตาม คือคิดว่า ตัวตนที่เราเห็นในกระจกทุกๆ วันนี้ มันคือตัวเรา การเราเห็นว่า เรามีตัวเองอย่างที่มีการกระทำนั้น ก็คือ เราจะทำอะไรบางอย่างเสมอๆ ไม่ว่า ทางกาย วาจา และใจ คือ มันเป็นการสร้างกรรม การกระทำบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ทางกาย หรือวาจา เราอาจจะเห็นได้ชัด และอาจจะเห็นว่าบางเวลามันก็ไม่ได้ทำอะไร เช่นเวลาที่เรานั่งนิ่งเงียบอยู่เฉยๆ หรือแม้แต่ตอนนั่งสมาธิก็ตาม แต่ขณะนั้น จิตเรายังทำงานอยู่ มันยังนึกคิด ชนิดที่เป็นเรื่องเป็นราว และไม่เป็นเรื่องเป็นราวอยู่ด้วย และมีการกระทำของความสงบระงับด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ความนึกคิดนั้นเป็นกรรมด้วยหรือ ขอตอบว่าเป็นค่ะ เป็นมโนกรรม เพราะทุกอย่างจะเริ่มมาจากความรู้สึกนึกคิดของเรานี่เอง จะเริ่มมาจากความรู้สึกและนึกคิดจริงๆ เช่นเรารู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเล็กๆ เป็นความขัดข้องใจ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เวลาถูกกระทบที่ไม่พอใจ ความเป็นจริงนั้น มันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะดับไป แต่เรามักจะไม่ได้ปล่อยหรือรู้ ว่ามันเกิดขึ้นแบบสักว่าเท่านั้น แต่เราจะเข้าไปปรุงมันขึ้นมา ด้วยการคิดเพิ่มเติมจากการที่ถูกกระทบนั้นเอง ด้วยการปรุงแต่งไปในอดีตบ้าง ในอนาคตบ้าง เช่น ถ้าเดินไปเหยียบน้ำที่พื้นความรู้สึกว่ามันเย็นๆ เป็นการกระทบอย่างแรก ปรมัตถ์ธรรมเกิดขึ้นและดับลงอย่างรวดเร็ว ว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากระทบกับกาย แล้วดับไป ต่อมาเราก็จะเริ่มคิดอย่างรวดเร็วว่านี่คือน้ำ และต่อไปด้วย น้ำอะไร ใครทำหก มันอันตราย คนไหนทำ คนทำไม่ดี ฯลฯ ยิ่งไปไกล ความปรุงแต่งของเรายิ่งฟุ้งกระจายไปเรื่อย เราไม่ได้ใช้สติปัญญา ให้ปัญหาจบไปเฉยๆ ด้วยการไปหาที่มาทำความสะอาด แล้วจบไป แต่มันอาจจะเลยเถิดไปจนถึงกับทะเลาะกับผู้คนก็เป็นได้ นั่นเพราะเราเป็นศูนย์กลางเสมอๆ ความคิดเห็นของเราต้องยึดไว้ ถือไว้ นับแต่ความคิดว่า มันเป็นความถูกต้อง ก็เป็นการยึดถือความถูกต้อง ความเป็นจริงแล้ว เราควรรู้จักชนิดว่า มันถูก มันผิด มันก็เป็นของมันเช่นนั้น ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดสิ่งไม่ดี ไม่มีใครฉลาด และสมบูรณ์แบบจริงๆ ในโลกหรอก&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;พื้นฐานง่ายๆ ที่ทำให้เราเป็นนางเอกในชีวิตประจำวันง่ายๆ เกิดขึ้นเสมอ และความที่เราหลงอยู่กับความไม่รู้สึกตัวไปเรื่อยๆ อย่างเคยชินกับมัน ทำให้เราไม่เห็นความเป็นจริงของชิวิตแต่กลับไปเห็นสิ่งที่หลอกลวงอยู่เสมอ ใครหลอกเราหรือ เรานี่แหละหลอกตัวเอง เราเป็นนางเอก นางเอกแสนสวย น่ารัก แสนดี นิสัยดี ฉลาด รอบรู้ และอาจจะเป็นคนมีเมตตา น่ารัก เป็นที่รักของทุกๆ คน มีแต่คนชื่นชม ทุกคนล้วนเป็นนางเอก ทุกคนลึกๆ แล้วคิดว่าตัวเองเป็นแบบนี้ นางเอก หรือพระเอก ในชีวิตนี้ หรืออยากพยายามให้เป็น แม้แต่แค่ในความคิดของตัวเองก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราเห็นตามความเป็นจริงหรือป่าว การที่เป็นนางเอกที่เศร้าระทมทุกข์ จริงๆ แล้วเธอแสนร้าย ทำร้ายตัวเองให้คนที่เธอแค้นกลายเป็นคนผิด เป็นคนเลว จริงๆ แล้วคนทำแบบนี้เป็นคนดีจริงหรือ ความเศร้า คือโทสะอย่างนึง  คนที่เป็นคนโทสจริตนั้น มักจะเป็นขี้เบื่อ ขี้โมโห เศร้า ที่เป็นโทสะ เพราะโทสะมันคืออาการของการผลักออก ของจิต คนขี้เบื่อเติบโตเป็นคนโทสะ ขี้โมโห จากเด็กอาจจะไม่มีอะไรมาก แค่เบื่ออะไรง่าย แต่ความฉลาดอาจจะคิดหาทางออกให้ตัวเองไปได้เรื่อย แต่วันนึงในชีวิตเธอจะพบว่า เธอเป็นคนที่ใครไม่อยากอยู่ใกล้เพราะเป็นคนขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ในหนังนางเอก ขี้โมโห ขี้หงุดหงุด ขี้งอน อาจจะดูน่ารัก เพราะดูกันแค่ไม่กี่นาทีในบทนั้น แต่ในความเป็นจริง เกิดบ่อยชั่วนาตาปี ทั้งพระเอกและนางเอกตัวประกอบ นางรอง อะไร ใครก็แล้วแต่ก็จะทนไม่ไหว เปิดดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สุดท้ายนางเอกเองก็เริ่มจะทนตัวเองไม่ไหวเหมือนกัน เพราะความทุกข์มันโถมประดังขึ้นมากับชีวิตตัวเอง และเริ่มมองไม่ออกว่า มันมาจากไหนกันแน่  ฉันออกจะเป็นคนดี ทำดีมาตลอด ทำไม ทำคุณคนไม่ขึ้น ไปถึงขนาดนั้นได้เลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ว่า เราไม่รู้จักตามความเป็นจริงเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ความเป็นจริงจะเป็นพระเอกนางเอกอะไรก็แล้วแต่ เรารู้เท่าทันพระเอกนางเอกคนนี้ ว่าเธอแอบร้ายอย่างไรบ้าง รู้เท่าทันแบบรู้จักว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้น มันเกิดชั่วระยะหนึ่งหรือเอาเข้าจริงแล้ว ชั่ววูบชีวิตนึงก็ได้ คือมันเกิดแล้วดับไป จะว่าเกิดแล้วตายไปก็ได้ แม้ว่าความเป็นจริงเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็จะดำเนินอยู่ระยะหนึ่งอย่างที่ท่านเรียกกันว่า ตั้งอยู่ และดับไปก็คือจบ เกมส์โอเวอร์ไปแล้ว แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ มันควรมีความหมายหรือไม่ อย่างน้อยมันมีความหมายของการเกิดขึ้นมาของนางเอกพระเอกคนนี้หรือไม่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;หลายๆ คนก็รู้สึกเบื่อกับการเกิดมา เรียนหนังสือ ทำงาน แต่งงาน เลี้ยงลูก แก่ เจ็บ แล้วก็ตายไป พอนึกว่าจริงๆ ทุกคนก็เป็นแบบนี้แหละ เราจะโง่คิดง่ายๆ ว่ามันไม่ใช่เราหรอก เราก็อาจจะคิดได้ เหมือนทุกๆ คนก็มักคิดว่า มันคงไม่ใช่เรา แต่พออยู่ไป อยู่ไป นางเอกคนสวยผิวเริ่มไม่เปล่งปลั่งอย่างเคย มีบางสิ่งบางอย่าง มาบอกถึงว่าแก่ คำที่น่ากลัวคำนี้ ที่แม้แต่พูดกันเล่นๆ บางทีก็กระเทือนไปถึงหัวใจใครบางคนด้วย แต่มันมาย้ำเตือนแล้วว่า มันอาจจะเป็นเรา แล้วก็ชัดเจนขึ้นไปเรื่อยๆ ว่า เรานี่แหละ จะต้องแก่ ต้องเจ็บ และตาย เหมือนกันทุกคน  คนที่คิดได้ก็จะมองหาสิ่งที่เป็นอมตะ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะฝากไว้ในโลก แต่ถ้าเรามองดีๆ เราอ่านประวัติศาสตร์แล้ว เราจะเห็นว่า มีคำคำนึงก็คือ ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอย คือคนเราทำอะไร เหมือนๆ เดิม เพราะกิเลสไม่เคยล้าสมัย มันเหมือนมีสิ่งใหม่ๆ ล้ำยุคอยู่เรื่อยๆ ดูแปลกตา แปลกใจ แต่ย้อมจิตเหมือนๆ เดิม คือย้อมให้เรา มีโลภะ โทสะ โมหะ อยู่เสมอๆ แค่กิเลสสามตัว ที่มาในรูปแบบใหม่ๆ เราเลยนึกว่า มันเป็นของแปลกใหม่ แต่ดูเข้าไปในจิตใจเราเองแล้ว จะเห็นว่า มันก็แค่ ราคะ (โลภะ) โทสะ โมหะ สามตัวแค่นี้เอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;นับตั้งแต่ความหลงไปไม่รู้ความเป็นจริงของปัจจุบัน มันคืออาการของโมหะ ความไม่ชัดเจนก็อาจจะกล่าวได้ ปัจจุบันที่กล่าวนั้น เป็นปัจจุบันขณะ ซึ่งว่าไปตามจริงแล้วแทบจะหาจุดที่เป็นปัจจุบันขณะจริงๆ แทบไม่ได้ เพราะว่ารวดเร็วมาก มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตเราแต่ละขณะ เหมือนกับหลอดนีออน ที่เกิดดับติดต่อกันเปล่งเป็นแสงสว่างที่ต่อเนื่องกันจนมองไม่ออก เราจึงเห็นความต่อเนื่องของกายใจเราตลอดเวลา เหมือนกับว่า มันติดต่อกันเป็นเราแบบคงทนถาวร เป็นเราเด็กๆ โตขึ้นมา โดยไม่รู้ว่า บางส่วนของเราค่อยตายกลายเป็นส่วนใหม่ประกอบเป็นตัวเรา ชนิดว่า ตัวเราเดิมๆ มันได้ตายไปหมดแล้ว เหลือเป็นลูกหลานของมันสืบต่อมาเป็นตัวเรา ชนิดแนบเนียนเหลือเกิน มันจึงทำให้เรายึดติดหรือเชื่อว่า มันคงทนถาวร มันเป็นเราเรื่อยมา ทั้งกายใจ โดยเฉพาะใจนั้น มันแสดงให้เราเห็นแทบจะตลอดเวลา แต่เราก็ไม่อาจจะเห็นความเป็นจริงนี้ เราไม่สามารถบังคับให้มันเป็นในสิ่งที่เราต้องการเลย แม้แต่จะต้องการให้มันสุข มันก็หาทุกข์มาร่ำไป มันไม่ใช่เรา มันบังคับไม่ได้ มันจึงนำแต่สุขมาไม่ได้ มันมีแต่ทุกข์เท่านั้น เพราะความที่มันเปลี่ยนแปลงตั้งอยู่อย่างเดิมไม่ได้ คงทนอยู่เดิมไม่ได้ มันมีความไม่จริงแท้ถาวรของมันอยู่ อย่างที่เรียกว่า มันเป็นอนัตตานั่นแหละ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ความเป็นจริงของนางเอกพระเอกมีอยู่อย่างนี้เอง เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ ตามรู้ดูไป คือเห็นความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไป ยิ่งดูยิ่งรู้ จิตใจเราก็จะเป็นกลางกับสิ่งที่เรารับรู้ไปเรื่อยๆ ชนิดว่า เราเอาอะไรกับมันไม่ได้เลย มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง ความประจักษ์ใจกับธรรมชาติแท้ๆ ของตัวเรา และโลกภายนอก มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน แม้ว่าวันนี้จะมีนางเอกพระเอกหรือไม่ก็ตาม มันมีไปตามสมมุติของโลก แต่ไม่ย้อมจิตใจเราให้หลงมัวเมาไปกับมัน โลกนี้คือละคร มันแสดงของมันไป เราเป็นคนดูละครโรงใหญ่นี้ อย่างคนดู ไม่ได้ช่วยเขาแต่งนิยายเรื่องนี้ หรือไม่ได้เป็นนักวิจารณ์ แต่เป็นเพียงแค่คนดูจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-3540570971257032413?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/3540570971257032413/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=3540570971257032413' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/3540570971257032413'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/3540570971257032413'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/03/blog-post_28.html' title='นางเอก'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-4234132180290503794</id><published>2007-03-18T18:59:00.000-07:00</published><updated>2007-03-18T19:34:47.819-07:00</updated><title type='text'>เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการปลีกวิเวก</title><content type='html'>ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้โอกาสไปปลีกวิเวกในวัดป่าเขา&lt;br /&gt;เมื่อมีโอกาสเหมาะๆ ครูบาอาจารย์ก็กล่าวว่าควรออกไปปลีกวิเวกบ้าง&lt;br /&gt;การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ทำให้จิตใจเราเปลี่ยนแปลง ระมัดระวังได้ชัด&lt;br /&gt;เป็นเหตุให้สติฯ เกิดได้ดี แต่ไปคราวนี้ จิตเราไม่ค่อยเหมือนเดิม&lt;br /&gt;มันมีความเคยชินกับสถานที่แปลกเสียแล้ว ไม่ได้รู้สึกอะไรที่ตื่นมาก&lt;br /&gt;เหมือนเมือไปปลีกภาวนาแรกๆ แต่ก็ได้ประโยชน์มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไปอยู่ป่าเขา จิตใจอยู่กับธรรมชาติที่น้อมนำให้จิตสงบระงับได้มาก&lt;br /&gt;จิตน้อมเข้าสมาธิเองบ่อยมาก แต่เราก็เพียงแต่รับรู้เห็นเป็นอาการของจิต&lt;br /&gt;อย่างนึงเช่นกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงของจิตที่ สงบ แล้วก็ไม่สงบ จิตเขา&lt;br /&gt;ทำงานของเขาเอง  บางช่วงพระอาจารย์ที่อยู่ที่วัด ชวนให้นั่งสมาธิชนิด&lt;br /&gt;ไม่ต้องขยับแต่ไม่ต้องบังคับ แต่ทันทีที่จิตรู้สึกว่า "ต้องทำ" มันแสดง&lt;br /&gt;ความไม่ยอมให้เห็นเด่นชัดมาก เราก็ตามรู้ตามดูอาการดีดดิ้น ดื้อรั้น&lt;br /&gt;ไม่ยอมทำตาม เมื่อดูไปสักพัก แบบไม่ได้บังคับ แต่ตามรู้ตามดูเขาไป&lt;br /&gt;คนอื่นเขาก็เพียรนั่งสมาธิกัน เราก็นั่งเล่นไปเรื่อยๆ แม้พระอาจารย์ท่าน&lt;br /&gt;จะมองมาเราก็นั่งเฉย สักพักจิตก็จะทำสมาธิเอง เราเห็นจิตที่น้อมไป&lt;br /&gt;ในสมาธิ และเริ่มหลับตา จิตเข้าสมาธิอยู่ในระดับนึงซึ่งเหมือนไม่ยอม&lt;br /&gt;จะออกไปไหน เวลาผ่านไปเท่าใดก็ไม่สนใจ แม้ท่านอาจารย์จะบอก&lt;br /&gt;ให้เลิก มันก็ไม่ยอมเลิกอีก สักพักใหญ่ๆ เราก็ค่อยน้อมใจที่จะออกมัน&lt;br /&gt;จึงออกมาจากสมาธิ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงกลางวันเราเจริญสติฯ ด้วยอิริยาบทยืน เดิน นั่งนอนไป บางทีก็ไป&lt;br /&gt;จิ้มใบไม้ (เก็บใบไม้ด้วยเหล็กแหลม) ตอนช่วงเก็บใบไม้นั้น บางช่วง&lt;br /&gt;เป็นถนนที่ปูด้วยหินเกร็ดก้อนใหญ่ ใบไม้มีทั้งเล็กและใหญ่ ขณะเก็บก็&lt;br /&gt;ดูจิตไปเรื่อย เห็นกิเลสที่เข้ามากับการนิ่งเก็บ ที่เก็บไปนานๆ มันก็เผลอ&lt;br /&gt;เพลินนิ่งๆ แต่บางช่วง ใบไม้ใบใหญ่ก็เก็บได้ง่าย แต่ใบเล็กมากก็เก็บยาก&lt;br /&gt;เหมือนกิเลสใหญ่ที่ละง่าย กิเลสละเอียดละยาก ยิ่งพยายามไปละมันก็&lt;br /&gt;ยิ่งยาก เกิดความจงใจที่จะทำ จนกลายเป็นโลภะ อยากเป็นตัณหาที่จะ&lt;br /&gt;เก็บมันให้ได้ จนกลายเป็นโทสะ ทั้งขบวนการเกิดจากการเผลอเพลิน&lt;br /&gt;พอเห็นทัน มันก็หลุดออกจากกิเลสได้เป็นระยะๆ ^_^&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไปกวาดเก็บใบไม้ ได้ของแถมมาไม่รู้ตัว เนื่องจากมีตัวหมัดในดิน&lt;br /&gt;ที่แอบกระโดดติดเสื้อผ้ามาโดยไม่รู้ เรารู้สึกเหมือนคันเล็กน้อยก็ให้&lt;br /&gt;นึกว่าเป็นเพราะฝุ่นผงจากที่เรากวาดตาด (กวาดใบไม้) แต่ไม่ทราบ&lt;br /&gt;ว่ามีตัวหมัดเล็กๆ ที่กระโดดๆ ได้ด้วย เห็นแต่ไม่รู้จัก เหมือนกิเลส&lt;br /&gt;ที่เราเห็นแต่ไม่รู้จักมันเหมือนกัน จนมันก่อทุกข์ก่อโทษให้ มันทำให้&lt;br /&gt;เราเกิดอาการแพ้อย่างมาก อาการคันชนิดขนลุกอยู่ตลอดเวลา พอไป&lt;br /&gt;อาบน้ำ เราเห็นเนื้อที่ถูกเจ้าตัวเล็กกัด แล้วเกิดอาการตกใจ วูบ ไปเห็น&lt;br /&gt;เนื้อหนังของเรา ไม่ผิดอะไรกับสิ่งที่เน่าอยู่ จิตสงบไปกับการเห็น&lt;br /&gt;โดยอัตโนมัติ แล้วก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก แต่อาการคันจะมามากเมื่อ&lt;br /&gt;เราเกิดอาการเผลอ ซึ่งมีมาเป็นระยะๆ เลยได้กรรมฐานหมัดหมามาด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มาอยู่วัดคราวนี้ เราไม่ผิดอะไรกับหมาตัวนึงที่มาอยู่วัด ดีหรือไม่ดีนั้น&lt;br /&gt;มันขึ้นอยู่กับการที่เรามีสติฯ หรือไม่ ช่วงไหนไม่มี ก็คือหมาตัวนึงเท่านั้น&lt;br /&gt;ที่วัดมีหมาตัวนึงชื่อเจ้าจิมมี่ เช้าวันนึงมันมานั่งชมวิว ซึ่งเป็นวิวที่สวยมาก&lt;br /&gt;เพราะเป็นทิวเขา แล้วมีอ่างเก็บน้ำใหญ่ มองไปแล้วสวยงามแบบทิวทัศน์&lt;br /&gt;ที่ตรงนั้นเป็นที่ฉันน้ำปานะ ผู้มาปฏิบัติกำลังดื่มน้ำปานะกันอยู่ แล้วเรา&lt;br /&gt;ก็เห็นเจ้าจิมมี่นั่งชมวิว ด้วยเผลอคะนอง ก็เปรยขึ้นว่า อ้าว..หมาก็ชมวิว&lt;br /&gt;ด้วยเหรอ ทุกคนก็มองแล้วขำกันด้วยความประหลาดใจ เราก็พูดขึ้นว่า&lt;br /&gt;หรือว่าที่แท้มันเหม่ออยู่ พูดเท่านี้ เจ้าจิมมี่หันหน้ามามองคนพูดด้วยสายตา&lt;br /&gt;แบบไม่พอใจ ทุกคนเห็นและขำกันมาก จนเราต้องขอโทษจิมมี่ที่ว่าเธอ&lt;br /&gt;จิมมี่จะเผลอหรือไม่ เราไม่รู้ได้ แต่ที่แน่ๆ เรานี่แหละเผลอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การไปภาวนาครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า ความจริงนั้น เราภาวนาได้ทุกที่&lt;br /&gt;แต่ทุกที่ก็ไม่สามารถทำให้เราภาวนาได้ ถ้าเราเผลอ และหลงอารมณ์&lt;br /&gt;ตราบใดที่เราสามารถรู้ ไม่หลงอารมณ์ เราอยู่ที่ไหนมีความตั้งใจอยู่กับ&lt;br /&gt;ธรรม ด้วยการรู้ เราก็ปฏิบัติได้มากขึ้นและปฏิบัติได้ตลอดเวลา โดยตั้ง&lt;br /&gt;จิตตั้งใจไว้ว่า เราจะภาวนาจนตลอดชีวิตอยู่แล้ว และพอใจอยู่อย่างนั้น&lt;br /&gt;ผลคือสิ่งพลอยได้ที่มาสักวัน โดยไม่ต้องหวัง แต่ทำไปไม่เลิก เพื่อเห็น&lt;br /&gt;ทุกสิ่งทุกอย่างตามความเป็นจริงเท่านั้น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-4234132180290503794?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/4234132180290503794/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=4234132180290503794' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4234132180290503794'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/4234132180290503794'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/03/blog-post_18.html' title='เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากการปลีกวิเวก'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-370844372986068245</id><published>2007-03-09T17:55:00.000-08:00</published><updated>2007-03-09T18:49:48.421-08:00</updated><title type='text'>อะไรอะไรก็เป็นธรรมะ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#336666;"&gt;ช่วงนี้ได้มีโอกาสขึ้นรถเมล์มาก ก็เลยได้อะไรจากการขึ้นรถเมล์มาด้วย&lt;br /&gt;นั่งรถเมล์ เจริญสติฯ ได้ดีมาก เพราะเราเฝ้าสังเกตตัวเองได้ดีโดยไม่ต้อง&lt;br /&gt;พะวงกับการขับ แต่เป็นแค่คนนั่ง เหมือนจิตเรา เฝ้าศึกษาดูไปอย่างเดียว&lt;br /&gt;แต่ว่าต้องรู้จักแทคติค ลงให้ถูกป้าย เช่น ถ้าเราพะวงมากไป รีบกดกริ่ง&lt;br /&gt;โดยขาดความชำนาญในการกะระยะ รถเมล์ก็อาจจะจอดป้ายที่ยังไม่ถึง&lt;br /&gt;ถ้าเรานิ่งนอนใจเกินไป รถเมล์ก็จะเลยป้ายที่เราจะต้องลง เหมือนกับ&lt;br /&gt;การทำงานของจิต ถ้าเราเฝ้าจงใจ จิตก็ทำงาน แบบจงใจ หรือมีเจตนา&lt;br /&gt;แต่ถ้าปล่อยเผลอเพลินมากไป จิตก็ขาดสติฯ ที่จะรู้เท่าทัน ทางสายกลาง&lt;br /&gt;ของเราก็เลยทำให้ไม่เกิด เหมือนลงไปไม่ตรงป้ายเสียที ไม่ลงก่อน ก็เลย&lt;br /&gt;ไปเรื่อย จนเราชำนาญในการกะระยะและเวลาพอเหมาะ เหมือนกับที่&lt;br /&gt;เราภาวนา เราต้องทราบและ สังเกตในความพอเหมาะของจิตให้เกิดความ&lt;br /&gt;เป็นกลาง ที่ดูเหมือนไม่ได้ทำอะไร แต่ก็ไม่ได้ไม่ทำอะไรเสียทีเดียว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;สมถะกับวิปัสสนา ที่ต้องทำควบคู่กันอย่างพอเหมาะพอสม ให้จิตสามารถ&lt;br /&gt;มีความเป็นกลางกับสภาวะที่ต้องศึกษา ถ้าทำสมถะมากไป จิตก็ติดสบาย&lt;br /&gt;ไม่ได้ออกเดินปัญญา สิ่งที่ตามมาคือ จิตหลบหนีที่จะรู้กิเลส แต่ไปแอบ&lt;br /&gt;ซ่อนตัวอยู่ในที่สบาย ดูเหมือนกิลสเข้ามากระทบไม่ได้ เป็นได้นานชั่วนา&lt;br /&gt;ตาปี โดยเจ้าตัวไม่รู้ แต่ไม่บรรลุ เวลามาเจริญวิปัสสนาก็ต้องลุยกับกิเลส&lt;br /&gt;ชนิดที่เผ็ดร้อน จนตัวเองตกใจ เมื่อเห็นกิเลสมันแผลงฤทธิ์เอาซึ่งๆ หน้า&lt;br /&gt;แต่คราวนี้แหละ ปัญญาจะมาทันก็ต่อเมื่อเราได้ฝึกสติฯ มาพอสมควรแล้ว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราชนะศึกเล็กศึกน้อยได้ตั้งแต่เริ่มเจริญสติฯ แม้ว่าเราจะรู้สึกทุกข์กับการ&lt;br /&gt;ต้องเผชิญกับกิเลสล้วนๆ บางครั้ง จิตหนีเข้าไปสงบนิ่งเป็นสมถะเองก็มี&lt;br /&gt;แต่เราต้องรู้เท่าทัน และให้มันออกมาเผชิญหน้ากับกิเลส เพื่อจะได้เจริญ&lt;br /&gt;ปัญญา จากสติฯ ที่เราฝึกมาดีแล้ว เราจะเห็นทันทีที่ถูกกิเลสเล่นงานและ&lt;br /&gt;รู้สึกทุกข์กับมัน เหมือนหลวงพ่อกล่าวว่า ในขั้นนี้ เราสามารถเห็น&lt;br /&gt;ปฏิจจสมุปบาทขั้นปลายได้ คือเห็นว่า จิตเข้าไปยึดอะไรบางอย่าง เพราะ&lt;br /&gt;กิเลสชักนำ ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น เพราะตัณหา และด้วยการมองย้อนไปจากที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ความรู้สึกทุกข์นั้นเอง เมื่อเห็นว่าจิตกำลังทุกข์อยู่ ด้วยสติฯ ที่สามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ระลึกรู้เองได้แล้ว มันย้อน ไปเห็นว่า เรายึดอะไรบางอย่างอยู่ ไม่ต้องรู้ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;มันคืออะไร ไม่แม้แต่จะ คิด แต่ปัญญาทำงานพร้อมกับสติฯ มันสาวไปเห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ความหลง และการยึด จิตเกิดปัญญาขาดจากการยึดนั้นทันที ทุกอย่างทำงาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อัตโนมัติ จิตได้เป็น อิสระจากกิเลส ชั่วระยะเวลาสั้นๆ และความสุขก็โชย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แผ่ว&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ขึ้นมาแทน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ในขั้นนี้จิตเห็นแต่เพียงว่า เมื่อจิตยึดจิตก็ทุกข์ จิตไม่มีตัณหา จิตก็ยังไม่ทุกข์&lt;br /&gt;การก้าวไปของจิตโดยปกตินั้น จิตมักจะล้ำไปข้างหน้า เหมือนคนที่ลงก่อน&lt;br /&gt;ป้ายที่จะถึง หรือไม่ก็ถอยไปข้างหลัง นั่งเลยป้ายไป เหมือนกับการหลงไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ในอดีตและอนาคต ไม่อยู่กับปัจจุบัน ก็เพราะว่าปกติเรามักจะ&lt;br /&gt;พะวงกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง คิดเดาไปข้างหน้าความคิดเข้ามาเกิดเป็น&lt;br /&gt;ตัณหา อุปทาน คือ อยากไม่ให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ กลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น&lt;br /&gt;อย่างนี้ แล้วยึดถือว่าจริงจัง จนเกิดทุกข์ หรือถ้าร้ายไปกว่านั้นก็คืออยู่ๆ ก็&lt;br /&gt;ระลึกถึงเรื่องที่แล้วๆ มา แล้วเผลอปรุงต่อ เก็บมาคิด แล้วเกิดทุกข์ซ้ำซาก &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เป็นการก้าวไปข้างหลัง ทั้งสองอย่างพลาดจากปัจจุบันไปแล้วทั้งคู่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ความเป็นจริงแล้ว ธรรมะสำหรับคนคนหนึ่งมีนิดเดียว รู้มากไปก็ฟั่นเฟือ&lt;br /&gt;เพียงแต่ว่า ธรรมะนิดเดียวที่พอเหมาะกับจิตใจเรานั้น มันอยู่ตรงไหน&lt;br /&gt;เราจึงยังเที่ยวหาให้เจอ ซึ่งความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างเป็นธรรมะ ถ้าเรา&lt;br /&gt;มองมันออก ธรรมะที่อยู่ภายนอกและธรรมะที่อยู่ภายในที่เสมอกัน สิ่ง&lt;br /&gt;ภายนอกไม่เคยมีค่ามีน้ำหนักเลย ถ้าภายในไม่ได้ให้ค่าให้น้ำหนักมัน&lt;br /&gt;เราทำแค่ว่า เรียนรู้กายใจเรานี้เอง ดูให้ออก ดูให้เป็น ดูอย่างที่เขาเป็น&lt;br /&gt;ศึกษาเขาไป เพื่อเขาจะได้ไม่ก่อทุกข์ก่อโทษให้กับตัวเอง ให้จิตได้มี&lt;br /&gt;โอกาสเป็นอิสระเสียที&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;จิตใจเรานี้เหมือนนักโทษที่ถูกคุมขังอยู่ในกายนี้เอง เพราะมันยึดติดกับ&lt;br /&gt;กายนี้อย่างแยกไม่ออก เพราะขาดปัญญาที่จะรู้ว่า กายนึ้ยึดถือไม่ได้จิตนี้&lt;br /&gt;ก็ยึดถือไม่ได้ มันต้องปลดอิสระจากตัวเองด้วย จึงเป็นอิสระอย่างแท้จริง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-370844372986068245?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/370844372986068245/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=370844372986068245' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/370844372986068245'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/370844372986068245'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/03/blog-post_09.html' title='อะไรอะไรก็เป็นธรรมะ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-691666823800190034</id><published>2007-03-04T07:14:00.000-08:00</published><updated>2007-03-04T07:26:55.528-08:00</updated><title type='text'>สวนท้อ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#333399;"&gt;หลายๆ คน เมื่อปฏิบัติมาถึงจุดนึง ก็เริ่มปลูกสวนท้อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หมายถึงเกิดความท้อถอย เพราะอะไรก็ตามที่ยัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ไม่สามารถมองออก นั่นเพราะว่า เราไม่รู้ว่าเรากำลัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;มีกายใจอยู่อย่างไร แค่นั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;บางทีก็รู้สึกว่า ปฏิบัติไปภาวนาไปทำไม ได้อะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;หรือปฏิบัติมาตั้งนานแล้ว ดูเหมือนไม่ก้าวหน้าเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;บางครั้งก็เพราะไปฟังคนอื่นโม้เรื่องการภาวนามา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เขาทำโน่นทำนี่ได้ ดูเขาดูดีเหลือเกิน ครูบาอาจารย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ก็ดูจะเมตตา ชมเชยเขา แต่เราเหมือนไม่ไปไหนเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ความรู้สึกนึกคิดต่างๆ มันมาเป็นระยะๆ พร้อมกับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;การอยากหลุดพ้น ที่เป็นตัวตัณหาเต็มๆ เลยทีเดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เอากิเลสไว้ กุศลย่อมไม่เกิดแน่นอน ทั้งๆ ที่เราต้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เพียรเพื่อ ละบาป เจริญกุศล และทำจิตให้ผ่องใส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ความผิดพลาดมันอยู่ที่ไหนหรือ หลวงพ่อเคยกล่าวว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เมื่อเราปฏิบัตไปสักพักนึง ขณะที่รู้แล้ว เราจะแพ้กับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ความสงสัย กับความเบื่อ เจ้าความสงสัยมันจะคอย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;กวนคอยถามว่า เราทำถูกหรือยัง ต้องทำอะไรต่ออีก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หรือไม่ หรือปฏิบัติไปแล้วก็เริ่มเบื่อแบบขี้เกียจแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ไม่เห็นได้อะไรเลย ไม่ทำดีกว่า ไปทำอย่างอื่นดีกว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ความเป็นจริงนั้น เจ้าความสงสัย เป็นตัวสำคัญที่เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ลืมที่จะรู้ว่า มันเป็นสภาวะหนึ่งที่เราต้อง "รู้" มัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เหมือนสภาวะอื่นๆ เช่นกัน เหมือนกับความเบือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เช่นกัน เพราะที่แท้มันยังเป็นสิ่งที่เราต้องระลึกรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หรือว่ารู้จักมันแค่นั้นเอง รู้จักด้วยการไม่แทรกแซง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เห็นเพียงว่า มันสงสัยขึ้นมา แล้วไม่ต้องไปหาคำตอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ให้มัน เพราะเมื่อใดเรามัวไปหาคำตอบ เราก็พลาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ไปจากการรู้เสียแล้ว แต่หลงไปหาคำตอบ ซึ่งมัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เท่ากับเป็นการตกจากวิปัสสนาไปแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ทั้งความสงสัยและความเบื่อ มันจะมีมาเป็นระยะๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เราเพียงวางใจ เห็นมันเหมือนเพื่อนเก่าที่โผล่หน้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;มาเสมอๆ เท่านั้นก็พอ พอสำหรับอะไร ก็พอสำหรับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;การเจริญวิปัสสนา เห็นตามความเป็นจริงของจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ที่ชอบทำงานเองตามใจชอบของมันนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เรารู้จักมันเพียงแค่นี้ สวนท้อของเราก็คงไม่งอกงาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ต่อไป เลิกกิจการปลูกสวนท้อได้แล้ว และเจริญภาวนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ไปอย่างสบายๆ ไม่เลิก และไม่รีบ ไม่ได้เอาอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เพราะเราภาวนาเพื่อไม่มีไม่เป็น ไม่ใช่หรือ&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-691666823800190034?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/691666823800190034/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=691666823800190034' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/691666823800190034'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/691666823800190034'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/03/blog-post_04.html' title='สวนท้อ'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-7522535785894530768</id><published>2007-03-02T01:38:00.000-08:00</published><updated>2007-03-02T01:57:42.801-08:00</updated><title type='text'>เขาปฏิบัติภาวนากันทำไม</title><content type='html'>&lt;span style="color:#333399;"&gt;มีบางคนถามว่า หนูก็สุขกายสบายใจ เข้าใจชีวิตและปลงตกได้นะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หนูมีความเข้าใจชีวิตอย่างเปิดกว้าง ไม่ค่อยทุกข์อะไรเลยนี่คะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หนูเข้าใจนะว่า ชีวิตก็ต้องมีทุกข์บ้าง สุขบ้าง เราไม่ต้องไปแคร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;อะไรมันมาก ก็แค่นั้น ไม่เห็นต้องจริงจังซีเรียสอะไร ถึงกับต้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ปฏิบัติทำ ภาวนาอะไรกัน หนูไม่ได้อยากหลุดพ้น หรือว่าไปแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จะหลุดพ้นไปทำไม  หลุดพ้นแล้วมันจะเป็นยังไงเหรอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เรื่องจริงเลยแหละว่า หลายๆ คน ก็มองไม่เห็นว่า จะต้องปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ภาวนาไปทำไม แต่ถามว่า เราเคยเสียใจมากๆ ไม๊ เราเคยทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;มากๆ ไม๊ บางคนตอบว่าไม่เคย แต่ลองคิดดูดีๆ ซิว่า บางวันเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;รู้สึกแย่มากๆ แล้วทำอะไรไม่ได้เลย หรือเราเคยร้องไห้ไม๊ แม้ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;โตป่านนี้แล้ว เราก็ยังมีเรื่องต้องร้องไห้อยู่อีกหรือป่าว มีเรื่องเซ็ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;สุดๆ หรือป่าว ถ้าเรายุติธรรมกับตัวเอง เราจะพบว่า เรามีความรู้สึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เช่นนั้นเหมือนกัน แม้แต่ตอนที่ไม่สบายมากๆ จนรู้สึกแย่ แต่เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ก็มักจะลืม เมื่อมันผ่านไปแล้ว ตอนเผชิญกับมัน เราก็อยากให้พ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ไปเร็วๆ ให้ผ่านไปเร็วๆ แล้วก็ลืมอีก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;บางคนก็โชคดีที่ไม่ต้องประสบกับสิ่งเลวร้ายในชีวิตมากนัก แต่ก็จะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;รู้สึกเหงา เซ็ง แล้วหาทางแก้ไขมันไป ด้วยการไปเที่ยว ทำโน่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ทำนี่ หาความสุขให้ตัวเอง ซ้ำๆ ซากๆ แต่ไม่เคยเต็มอิ่มกับความสุข&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เสียที มีแต่รู้สึกถึงความเรียกร้องที่อยู่ภายใน ที่บางทีเราก็ไม่รู้ว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;มันคือะไร เราตามหาอะไร เราตามหาความรัก หารักแท้ในโลก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;หรือว่าอะไรกันนี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ความเป็นจริงแล้วเรามีจิตใจที่จะใฝ่หาความจริง ที่เรียกว่า สัจจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;สมัยก่อนพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ทรงค้นหาเช่นกัน และท่านก็พบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;และนำมาบอกต่อกับพวกเรานี่เอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;คนที่ค้นหาคำตอบให้ตัวเอง ระยะหนึ่งเขาก็จะค้นพบมัน มันอยู่ที่นี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ที่กายใจเรานี่เอง และสิ่งที่ค้นพบนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนควรรู้ ควรทราบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;คนที่ปฏิบัติมาได้ระดับนึง จึงอยากเที่ยวบอกคน อยากป่าวประกาศว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เรื่องจริงมันมีอยู่อย่างนี้ ธรรมชาติซ่อนเร้นบางอย่างไว้ และเราเริ่ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ค้นพบมันแล้ว ด้วยธรรมของพระพุทธองค์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เราอบอุ่นเป็นสุขด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งพิงใคร หรือสิ่งใดๆ จริงๆ เลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แต่เรามีธรรมะที่อยู่กับตัวเอง เป็นมิตรอย่างยิ่ง ไม่เหงา ไม่เศร้า และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เข้าใจจริงกับธรรมชาตินี้ อย่างชนิดที่เรียกว่า ถาวร ไม่ใช่ว่าวันนี้คิดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;พรุ่งนี้ก็ทุกข์ต่ออีกแล้ว แต่เมื่อเราปฏิบัติภาวนาได้จริงแล้ว เราจะไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ต้องทุกข์โศกกับโลกนี้ ไม่ต้องหวั่นไหวกับการกระทำของคนอื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;มีชีวิตที่มีความสุข อบอุ่นใจเสมอๆ ความสุขโชยแผ่วในจิตในใจเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราไม่จำเป็นต้องมีปัญหา หรือไม่มีปัญหา เราไม่จำเป็นต้องทุกข์โศก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หรือไม่เคยเจอกับมันก็ไม่เป็นไร แต่เราได้ศึกษารู้สิ่งที่เป็นสติปัญญา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ที่เป็นปัญญาที่แท้จริง ไม่ใช่ปัญญาแบบทางโลก ที่แม้จะมีทรัพย์สิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;มากมาย อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ แต่จิตใจร้อนกระวนกระวาย อยู่ในที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ที่สวยงาม แต่กลับรู้สึกทุกข์ร้อนเหมือนอยู่ในนรก แต่เราอยู่ได้ทุกที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ทุกเวลาอย่างมีความสุข สุขที่อยู่ภายในตัวเราเอง จากจิตใจที่ได้รับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;การฝึกฝนอบรม มาจากการปฏิบัติภาวนานั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-7522535785894530768?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/7522535785894530768/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=7522535785894530768' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/7522535785894530768'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/7522535785894530768'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/03/blog-post.html' title='เขาปฏิบัติภาวนากันทำไม'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2990177742722716564</id><published>2007-02-26T19:43:00.000-08:00</published><updated>2007-02-26T20:40:55.927-08:00</updated><title type='text'>27 กุมภาพันธ์ 2550</title><content type='html'>&lt;span style="color:#333399;"&gt;เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ไปกราบฟังธรรมจากหลวงพ่อ 25 กพ 50&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ท่านเทศน์เรื่องการแยกขันธ์ห้า เห็นขันธ์ห้ากระจายตัวออก และการที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราใช้นาทีสำคัญช่วงตื่นนอน และรู้สึกตัวในครั้งแรกในแต่ละเช้าเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ช่วงเวลาสำคัญที่จะเห็นการที่เราฉวยเอาจิตขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;ตั้งแต่จำได้ว่าฝึกหัดปฏิบัติมานั้น ตื่นรู้สึกตัวทุกเช้า เราจะรู้สึกมีการดู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;ทันที และเห็นในนาทีสำคัญอย่างที่หลวงพ่อพูดเสมอๆ เราเห็นว่าจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;มีการอาการยึด และปล่อยไม่ได้ เหมือนที่หลวงพ่อบอกว่าเหมือนมือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;ลึกลับที่ฉวยเอาจิตมาถือไว้ แล้วขยำขยี้เป็นทุกข์แล้วปล่อยออกไม่เป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มีอยู่ช่วงนึงเราเห็นเช่นนั้น แล้วรู้สึกทุกข์ ระลึกรู้ความทุกข์ไปตรงๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ไม่ได้ปรุงแต่งหรืออะไรเลย เพียงแค่รู้ว่ามันทุกข์ ชั่วขณะจิตนั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;จิตก็ปล่อยออก ปล่อยบางสิ่งที่จิตยึดถือออก ทำให้เราเห็นทันทีว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ตัวที่ทำให้ทุกข์ หรือต้นเหตุของมันคือการยึดจับอะไรสักอย่างนึงอยู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;จิตโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก เห็นความเบาสบาย นิ่มนวลและ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มีพลังแห่งความสงบแอบแฝงอยู่ รู้สึกเบิกบานไปนานทีเดียว เพราะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เป็นครั้งแรกที่เราพบสิ่งๆ นี้ ช่วงนั้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สองวันนี้ตื่นเช้าขึ้นมา มันมีอาการเห็นจิตที่จับฉวยและทุกข์ เนื่องจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ร่างกายที่เริ่มปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ยิ่งทำให้รู้สึกมีโทสะแฝงและทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แต่เมื่อเห็นโทสะและเวทนาสลับกันอยู่นั้น จิตไประลึกรู้ จิตจึงเกิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;การปล่อยวาง เป็นอิสระออกเหนือสิ่งเหล่านั้น เห็นกายชัด เห็นจิตชัด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จิตมีความตั้งมั่น เบิกบาน โปร่งโล่งขึ้นมา หลังจากนั้น จิตก็มีอาการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;น้อมไปใน&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#333399;"&gt;ความสงบ ระงับอยู่ เหมือนจะเข้าสมาธิ แต่อยู่ในระดับนึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เท่านั้น (การที่เห็นกายชัดนั้น ทำให้เราทราบว่า เราเกิดอาการปวด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เพราะเหตุใด เห็นอาการที่กล้ามเนื้อถูกทับเพราะนอนท่าเดียวนานๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เห็นธาตุลมที่ไม่สามารถเดินไปตามส่วนต่างๆ ได้ เกิดกันอัดแน่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ในบางส่วน ทำให้เกิดอาการปวดตรงนั้นๆ และเห็นว่าธาตุไฟก็&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ไม่ทำงานในจุดนั้น ธาตุมีความไม่สมดุล มีความแปรปรวนที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ทำให้เกิดเจ็บปวดของกายได้)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เหตุการณ์สองวันนี้ ทำให้เรายิ่งมั่นใจในการภาวนามากขึ้นในจุดที่ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จิตที่พร้อมจะเจริญปัญญานั้น ต้องสบาย เป็นสัมมาสมาธิในระดับใด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ระดับหนึ่ง ตั้งแต่ขนิกสมาธิ ด้วยการรู้ดูจิต แบบที่เราฝึกมานั้นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จิตพร้อมที่ดู หรือมีความพอใจที่จะดู และจิตจำเหตุใกล้ให้เกิดสติฯได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;คือเห็นโทสะ ความขุ่นใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจากการตื่นนอนรู้สึกตัวและ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เกิดเวทนาทางกายอยู่ จิตเห็นกิเลส (โทสะ) แล้วละเองด้วยการรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;และเห็นอาการยึด (สมุหทัย) ทันทีที่เห็น จิตก็ปล่อยทันทีเช่นเดียวกัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;(หนึ่งขณะ&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;จิตนั้นรวดเร็วมากจนเราเห็นเหมือนว่า รู้แล้วดับทันที) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แต่ขณะนั้น&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;เวทนายังอยู่ แต่จิตก็รู้อยู่ จึงเห็นเกิด ดับ เกิด ดับ อย่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;รวดเร็วเช่นกัน&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;แรกๆ เห็นแล้ว ไม่เข้าใจ เหมือนว่า รู้แล้วยังไม่ดับ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;(ความเป็นจริงคือ ดับแล้วก็เกิดขึ้นอีก เป็นอาการ เกิด ดับ เกิด ดับ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แต่จิตก็เบิกบาน&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;มีอาการสลับกัน ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เราดูไม่เป็น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หรือดูไม่ได้ (จิตขาดสัมปชัญญะ)จะเห็นว่าเป็นทุกข์&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;รวดเดียวตลอด &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;และเป็นความทุกข์ชนิดจมลงไปกับความทุกข์นั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แม้ว่าจะจับต้นทางออกแล้วว่า ควรภาวนาอย่างไร และได้ผลอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แต่ทางเดิน หรือเส้นทางการภาวนาของเราแต่ละคนนั้น มันย่อมยาวไกล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ดังเช่นวัฏฏะสงสารนี้ ที่เราเดินทางมาไม่รู้สักเท่าใดแล้ว การที่จะยอม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ให้กับกิเลสนั้น มันเป็นสิ่งเคยชิน เหมือนอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านเคย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;กล่าวว่า กิเลสมันย้อมจิตเราไว้ มันไม่ยอมปล่อยเราไปง่ายๆ หรอก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราจึงไม่ยอมเดินทางอย่างรวดเดียว หรือเดินอย่างรวดเร็วและรอดพ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แต่กลับเดินๆ หยุดๆ เหมือนคนไม่เกรงกลัวต่อวัฏฏะสงสารนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;หลวงพ่อบอกว่า เราเดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าไม่รีบเร่ง เราก็จะได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เท่าเก่า เท่าของเดิมที่มีมา ที่ทำให้เราเข้าใจธรรมมากกว่าคนทั่วๆ ไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เพราะเราสั่งสมมาเอง จึงสามารถเข้าใจในธรรมได้ และใครก็&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ช่วยให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ใครพ้นทุกข์ไม่ได้ นอกจากตัวเราเองเท่านั้น และจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;การกระทำของตัวเองที่จะเข้า&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993399;"&gt;ไปประจักษ์แจ้งในธรรมด้วยตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;การเร่งความเพียรนั้น ต้องเร่งให้ถูกวิธี ต้องรู้จักตัวเองให้มากๆ รู้จัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;กิเลสที่มันย้อมจิตใจเรา รู้ข้อผิดพลาด จุดอ่อน จุดแข็งของตัวเอง และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;รู้ว่า ทำสิ่งใดแล้ว ทำให้การภาวนาของเราดีขึ้น ก็จงทำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;สิ่งที่เราศึกษามาจากตำรับตำรา จากครูบาอาจารย์ ล้วนเป็นสิ่งที่เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ต้องโยนิโสฯ น้อมเข้ามาดูว่า เราทำได้เหมาะสมแค่ไหน แค่ไหนที่ทำแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราเจริญในธรรม อย่าทำชนิดว่า ทำแล้วกิเลสหนังไม่ถลอก ทำแล้วก็ยังวน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เวียนเป็นทาสของกิเลสร่ำไป แต่การเจริญภาวนาต่างๆ ในรูปแบบที่จำเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;นั้น ต้องเป็นสิ่งที่เหมาะสมเช่นกัน ที่จะไม่ไป&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;บังคับกายมากไป ถ้าไม่ได้ผล &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หรือทำให้เกิดผลเสีย พึงระลึกว่ากิเลสมันไ&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ม่ได้อยู่ที่กาย แต่ว่าอยู่ที่จิตนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2990177742722716564?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2990177742722716564/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2990177742722716564' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2990177742722716564'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2990177742722716564'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/02/27-2550.html' title='27 กุมภาพันธ์ 2550'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-6347283877768179983</id><published>2007-02-22T18:13:00.000-08:00</published><updated>2007-02-22T18:50:37.240-08:00</updated><title type='text'>จิตส่งออกนอก</title><content type='html'>วันนี้ขอบันทึกสิ่งที่สังเกตเห็นจากการภาวนาว่า&lt;br /&gt;การที่จิตส่งออกนอก ตามที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์&lt;br /&gt;บอกกล่าวมาว่า มันคือสมุหทัย ตัวต้นเหตุแห่งทุกข์นั้น&lt;br /&gt;ก็คือการที่เราไม่สามารถรู้อยู่ที่กายใจ ณ ปัจจุบันได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;การที่เราไม่สามารถรู้กายใจ ปัจจุบันได้ เพราะเรา&lt;br /&gt;หลงไปทางอายตนะ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ&lt;br /&gt;เราจะคอยฟัง คอยเห็น รับรส ได้กลิ่น รู้สึก และนึกคิด&lt;br /&gt;อยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ว่าเรา&lt;br /&gt;จะหยุดการรับรู้ ด้วยการทำสมาธิภาวนา ให้หยุดอยู่&lt;br /&gt;ในที่ใดที่หนึ่ง เช่น ลมหายใจ หรือคำบริกรรมใดๆ&lt;br /&gt;เราก็จะอยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งๆ เท่านั้น และก็&lt;br /&gt;ออกมาหลงส่งออกนอกไปอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นอกจากส่งออกนอกดังกล่าวมาแล้ว เรายังส่งเข้าใน&lt;br /&gt;ด้วยการเพ่งจ้องภายใน ทำสมาธิภาวนาจนจิตนิ่งสงบ&lt;br /&gt;หรือว่างไป แต่ไม่สามารถรู้กายใจ ณ ปัจจุบันได้อีก&lt;br /&gt;ทำให้เราตกไปจากวิปัสสนาไป  ซึ่งจะถือว่าส่งออก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;นอกแบบนึงก็ไม่ผิด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ความผิดพลาดที่เราหลงทำผิด ซ้ำๆ ซากๆ นี้เองทำให้&lt;br /&gt;การภาวนาไม่ได้ผลเท่าที่ควร หลวงพ่อกล่าวตอบผู้ที่&lt;br /&gt;ถามท่านว่าเหตุใดทำให้การภาวนาเนิ่นช้า ท่านตอบว่า&lt;br /&gt;ปปัญจะธรรม เป็นเหตุให้เนิ่นช้า ปปัยจะธรรมคือกิเลส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่ทำให้เนิ่นช้า อันได้แก่ ตัณหา ทิฏฐิ มานะ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ตัณหาคือการที่เราพยายามมากไป ที่จะบรรลุธรรม&lt;br /&gt;ความพยายาม ที่เรานึกว่านี่คือควรเพียร แต่มันประกอบ&lt;br /&gt;ด้วยตัณหา ความอยาก ที่เรามองไม่ออก ทำให้ปฏิบัติไป&lt;br /&gt;ก็ทุกข์ไปกับการปฏิบัติ จิตไม่ปกติ ไม่ธรรมดา ไม่หลบ&lt;br /&gt;เข้าไปสงบเงียบ ก็ฟุ้งซ่าน แต่ดูไม่ออก ไม่เห็นไตรลักษณ์&lt;br /&gt;การที่เราบังคับไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทิฏฐิ ความเห็น ที่ยังเป็นความเห็นผิด เห็นไม่ตรง ยังเข้าใจ&lt;br /&gt;การปฏิบัติผิดพลาด เช่น การส่งออกนอก เราไม่สามารถรู้&lt;br /&gt;กายใจ ปัจจุบันได้ นานๆ นั้นคือการผิดพลาดแล้ว แต่เรา&lt;br /&gt;กลับคิดว่า การที่จิตสงบเงียบนั้นถูกและดี การเข้าถึง&lt;br /&gt;ความว่างได้ในบางขณะ แล้วเราเห็นว่านั้นคือแนวทาง&lt;br /&gt;หรือจุดมุ่งหมาย นั้นคือเราตั้งความคิดเห็นไว้ผิดทาง&lt;br /&gt;ทำให้จิตไปติดอยู่ใน ระดับใด ระดับหนึ่ง อย่างไม่ก้าวหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มานะคือความเห็นว่าเราดี เราด้อย หรือเราเสมอกับคนนั้น&lt;br /&gt;คนนี้ การตีค่า ตีราคา และให้ค่าการปฏิบัติที่ล้วนแต่บั่นทอน&lt;br /&gt;ตัวเอง เห็นว่าด้อยกว่าคนอื่น ก็หมดกำลังใจที่ปฏิบัติ คิดว่า&lt;br /&gt;ทำไม่ได้ คิดว่าไม่มีวาสนา เห็นว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นก็ทำให้&lt;br /&gt;เราไม่สามารถเปิดใจ รับสิ่งที่จะพัฒนาตัวเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไป&lt;br /&gt;ทำตัวเป็นชาล้นถ้วยอยู่ แม้แต่เสมอกับคนอื่น ก็ทำให้เรารู้สึก&lt;br /&gt;เสมอว่า เรารู้แล้ว เราดีแล้ว แล้วเราก็จะก้าวหน้าไปได้อย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เราเพียงแต่ทราบแผนที่การเดินทางคร่าวๆ ทราบอุปสรรค&lt;br /&gt;ที่ทำให้การเดินทางของเราต้องล่าช้า หรือไม่ได้ผล และ&lt;br /&gt;ลงมือเดินทางไปเรื่อยๆ จุดหมายปลายทางก็จะมาถึงสักวัน&lt;br /&gt;เรามีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านแนะนำ ชี้หนทางอยู่ และ&lt;br /&gt;ปรับความเข้าใจของตนเองด้วยการเข้าไปเห็นด้วยตนเอง&lt;br /&gt;เราก็จะเข้าใจอะไรมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;การอยู่กับตัวเองให้มาก และเรียนรู้กลใกการทำงานของ&lt;br /&gt;กายใจเรานี้เอง ทำให้เราเข้าใจในหลักธรรมขึ้นอย่างชัดเจน&lt;br /&gt;แม้ว่าเราจะอยู่กับคนมาก คนน้อย ไม่สำคัญ สำคัญว่า&lt;br /&gt;เราต้องเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ของกายใจตัวเองว่า&lt;br /&gt;เขาทำงานอย่างไรอยู่ ตราบใดที่เราสามารถเห็นการทำงาน&lt;br /&gt;ของกายใจเราได้ เราจะอยู่อย่างไร ก็ไม่มีปัญหา ถ้าเรารู้ว่า&lt;br /&gt;เรา"หลง" ส่งออกนอกไปอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ถ้าเรายังชอบที่จะฟัง โดยไม่รู้สึกตัว ชอบที่เห็น ที่จะดู&lt;br /&gt;สิ่งต่างๆ แล้วลืมตัวเองไป ชอบทานอาหารอร่อย โดยที่&lt;br /&gt;ไม่เห็นว่า เวลาอร่อยแล้ว อยากได้อีก จำได้แม่นและหา&lt;br /&gt;ทางที่จะได้ดีกว่านี้ อร่อยกว่านี้ หลงไปกับความอร่อย&lt;br /&gt;ลืมกายใจตัวเองไปเลย เรายังชอบความสบาย อากาศดี&lt;br /&gt;สัมผัสที่นุ่มนวล สอาดสอ้าน แล้วลืมกายใจตัวเองไม่ห็น&lt;br /&gt;ใจที่ยินดีกับสัมผัสดีๆ และเกิดความรู้ความจำที่จะเอาอีก&lt;br /&gt;ได้ดีกว่านี้อีก หลงไปกับมัน แล้วลืมตัวเอง ไม่เห็นความ&lt;br /&gt;นึกคิดปรุงแต่ง ที่ทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ อย่างไม่เคยหยุด&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ทั้งหมดยังเป็นการที่จิตส่งออกนอก ออกจากการรู้กายใจ&lt;br /&gt;ของตัวเองทั้งหมด ทางง่ายๆ สั้นๆ แต่ลัดตรง ตรงนี้เอง&lt;br /&gt;แต่ที่เราไม่สามารถเดินทางสายกลางนี้ได้เสียที เพราะเรา&lt;br /&gt;มัวแต่ส่งจิตออกนอกไป ถ้าเราอยู่กับการรู้กายรู้ใจ ด้วย&lt;br /&gt;ความเป็นกลาง เห็นอย่างผู้สังเกตการณ์ และเห็นสลับกัน&lt;br /&gt;ไปมา รู้กายชัด รู้ใจชัด ไปเรื่อยๆ อย่างไม่คาดหวังอะไร&lt;br /&gt;สิ่งที่เกินคาดหวังก็จะมาปรากฏให้เราเห็นเอง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-6347283877768179983?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/6347283877768179983/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=6347283877768179983' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/6347283877768179983'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/6347283877768179983'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/02/blog-post_22.html' title='จิตส่งออกนอก'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2493298901970532003</id><published>2007-02-17T00:25:00.000-08:00</published><updated>2007-02-17T00:55:58.433-08:00</updated><title type='text'>การปฏิบัติธรรมเป็นของง่าย</title><content type='html'>&lt;span style="color:#990000;"&gt;ครูบาอาจารย์ต่างกล่าวว่า การปฏิบัติธรรมเป็นของง่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;แต่สำหรับเราแล้ว เรารู้สึกเสมอว่า เป็นเรื่องยาก เรื่องต้องศึกษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เรื่องต้องอดทน เรื่องต้องขนขวายทำ เราคิดอย่างเนี้เสมอๆ และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เห็นว่า เป็นเรื่องยากลำบาก สำหรับเรา ซึ่งเกิดมาในสังคมเมือง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เคยอยู่แต่ในสภาพแวดล้อมที่สุขสบาย นอนแต่ห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;นอนเตียงนุ่มๆ แต่เมื่อไปฟังพระป่าท่านเทศน์ เรื่องการอยู่ป่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;การบำเพ็ญเพียร จิตใจที่อาจหาญต่อธรรม เรากลับรู้สึกหึกเฮิม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เหมือนได้ปลุกใจให้ออกไปรบ ซึ่งก็ขำๆ ตัวเองว่าจะไปรบกับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ใครที่ไหนเหรอ กิเลสไง คำตอบบอกแบบนั้น แล้วเรานี่หรือจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ยอมไปทุกข์ทรมาณ ในป่าในเขา บำเพ็ญเพียร แต่ก็เกิดลูกฮึด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ที่จะลองสู้ดู ลองไปอยู่ปฏิบัติภาวนา คนเดียว ไปป่าไปเขาบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ลองอดข้าวดูบ้าง ไม่ใช่อดแค่ศีลแปด หรอกนะ ลองอดดูเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เกือบเดือนจะได้อยู่แล้ว ถ้าไม่โดนญาติพี่น้องที่ทราบ กลุ้มใจไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;กับเรา หรือที่แท้กลุ้มใจแทนเรา เพราะเห็นเราไม่ยอมทานอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;นานขนาดนั้น ทั้งๆ ที่เรา ก็ทานน้ำเต้าหู้ ไอติมบ้างนะ แค่เว้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;อาหารเป็นมื้อจริงจัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แต่ถ้าถามว่า แล้วได้ผลหรือป่าว ในสไตล์ลูกฮึด ของเราหน่ะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ได้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่ตรงประเด็นขอบอก เพราะความเป็นจริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แล้ว การที่เราปฏิบัติธรรมนั้น จุดมุ่งหมายของเราคือให้รู้จักทุกข์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ซึ่งที่เรารู้สึกกันจริงๆ ในขณะนี้นั้น มันแค่เราเป็นทุกข์ จมไปกับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ทุกข์ต่างหาก เราไม่ได้รู้จักทุกข์ ตามที่พระพุทธองค์สอนเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แม้ว่าจะลองทำสถานะการณ์ให้มันทุกข์ ด้วยการไปบำเพ็ญเพียร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ต่างๆ ก็ตาม แต่ถ้าเราไม่เห็นว่าทุกข์คืออะไร แต่กลับจมไปกับมัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ก็ทำให้เราไม่เห็นทุกข์อยู่ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แล้วทำอย่างไรเล่า เราทำตามที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่า ท่านบอก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;กล่าวมาแล้วนี่นา ไม่เห็นจะเห็นตามความเป็นจริงเสียที กว่าจะมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ถึงบางอ้อได้ ก็ใช้เวลาไปไม่ใช่น้อย ไม่ใช่อะไรอื่นเลยเพราะความ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ที่เราดื้อ หรือโง่นั่นเอง เราฟังธรรม นึกว่าเข้าใจ แต่มันเป็นพียง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ความเข้าใจในระดับนึง ถึงยังไม่ไช่ความเป็นจริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;แท้จริงแล้วเราเพียงแค่เจริญสติสัมปชัญญะไปแค่นั้นเอง ของที่ง่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เสียจนยาก เพราะง่ายจนยาก เพราะคิดไม่ถึง เพราะไม่มีปัญญาพอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;แต่มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็อยากบอกทุกคนที่อาจจะเข้าใจได้ว่าที่แท้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;คำว่า มัชฌิมาปฏิปทา สติสัมปชัญญะ ศัพทย์อะไรก็ตามไม่สำคัญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;สำคัญว่า สิ่งที่เราต้องทำง่ายๆ ก็คือ มีจิตใจที่เป็นกลางมีความรู้สึกตัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;และรับรู้ทุกอย่างอย่างธรรมดาๆ เพียงเท่านี้เอง และเพียรที่จะดู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เพียรที่จะรู้กายใจของเราเอง อย่างละเอียดรอบคอบไปเรื่อยๆ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เพียงเท่านี้เอง เราก็จะเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สมกับคำว่า "พุทธะ"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หลายๆ คนก็ยังสงสัยว่า แค่ตามรู้กายใจไป มันจะได้อะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;มันไม่น่าเชื่อเลยว่า เราไม่สามารถระลึกกายใจเราอย่างที่ว่าได้จริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หรืออดทนรู้ไป ก็ทำได้ไม่นาน เราก็จะถูก"โลก" หลอกให้ "ไหล"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ไปกับความคิด การกระทำ มีชีวิต ไปวันๆ กับสิ่งต่างๆ อย่างไม่คิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จะโงหัวขึ้นมาดูกายใจตัวเองเลย รู้ ก็รู้แบบ จมกับมัน คือรู้ชนิดว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ไม่มีสัมปชัญญะ เพราะเมื่อใดก็ตามที่เรามีความรู้สึกอยู่กับตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;มีใจเป็นกลางกับทุกสิ่ง เราจะเห็นว่า สิ่งต่างๆ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ดับไปเท่านั้นเอง เราจะทุกข์ก็เมื่อเราเข้าใจอะไรผิดสักอย่างนึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ความเข้าใจผิดนั้นเอง คือการไม่มีปัญญาที่จะเห็นตามความเป็นจริงนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;ฉะนั้นการตามรู้กายใจของเราอย่างเป็นกลาง จะทำให้เราสามารถเห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราอย่างที่เรียกว่า "ตามความเป็นจริง" และความเป็นจริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;นั้นเอง ไม่ว่าในระดับใดๆ ก็ตาม มันล้วนถอดถอนเราออกจากความโง่ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;ความไม่รู้ และทำให้เห็นเหตุที่ทำให้เราทุกข์ได้อย่างแท้จริง ทำให้เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;สามารถทุกข์ได้น้อยลงทันทีที่ปฏิบัติ และจนถึงขั้นพ้นทุกข์ได้จริงจัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;นี่เองที่ครูบาจารย์ท่านถึงกล่าวว่า&lt;/span&gt;  &lt;span style="color:#666600;"&gt;การปฏิบัติธรรมเป็นของง่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;อาตาปี สติมา สัมปชาโน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2493298901970532003?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2493298901970532003/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2493298901970532003' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2493298901970532003'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2493298901970532003'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/02/blog-post.html' title='การปฏิบัติธรรมเป็นของง่าย'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-1490317796409238108</id><published>2007-01-30T08:33:00.000-08:00</published><updated>2007-01-30T09:05:38.660-08:00</updated><title type='text'>ดูจิตกับสมาธิภาวนา</title><content type='html'>&lt;span style="color:#336666;"&gt;จากการปฏิบัติภาวนาด้วยการ "ดูจิต" มาระยะเวลาหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ทำให้ผลของสมาธิดีขึ้นเองมาโดยลำดับ ผลได้ยืนยันมากับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ตัวเอง ด้วยเหตุว่า เมื่อเราเจริญสติฯ มีความรู้สึกตัวอยู่ใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ระดับนึงแล้ว เราเริ่มเห็นชัดในอาการของจิต ในแบบต่างๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;และหนึ่งในอาการของจิตนั้น ก็คือ สมาธิจิตนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;หลายๆ ท่านที่คิดว่าตัวเอง "ดูจิต" อยู่นั้น กลับเพ่งจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;คือไปจดจ่อดูอาการของจิต อย่างแน่วแน่ และแนบแน่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;จนกลายเกิดอาการตรึงขึ้นมา และเมื่อไปตั้งใจมากขนาด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ที่ว่า บางท่าน รู้สึก แน่นหน้าอก เจ็บหน้าอก หรือเวียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ศีรษะไปได้เลย เพราะเพ่งอย่างรุนแรง แต่ถ้าสามารถรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;อาการที่จิตเข้าไปแนบแน่นเป็นหนึ่ง อย่างมีสติฯ และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เบาบางพอเหมาะ เราจะได้สมาธิจิตขึ้นมาอย่างที่เรียก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ได้ว่า เป็น สัมมาสมาธิ คือมีสมาธิที่ประกอบด้วยสติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;มีความตั้งมั่น และเบาสบาย ซึ่งอาจจะอยู่ในชั่วขณะจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เป็นขนิกะสมาธิ หรือสามารถทรงตัวถึง&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;อุปจารสมาธิได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ตัวอย่างของการที่เราดูจิตซึ่งควรเป็นวิปัสนาภาวนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ในหมวดจิตตานุปัสสนา แต่กลับกลายเป็นการทำสมถะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ไปเสียแล้วนั้น ให้เราสังเกตตรงที่ว่า จิตมีความแนบแน่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;นิ่งสงบ นาน และมากเกินไป จิตไม่ใช่จิตของมนุษย์ปกติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ธรรมดาๆ ที่เหมาะกับการเจริญวิปัสสนา แต่กลับกลาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เป็นจิตของพรหม คือมีความนิ่งสงบเงียบเกินปกติไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ซึ่งเป็นผลของการเพ่งหรือเป็นการทำสมถะนั่นเองหรือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;พูดง่ายๆ ว่า จิตอาจจะพลิกไปเป็นสมถะได้ในขณะที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เรากำลังเจริญวิปัสสนาอยู่นั่นเอง ขอให้หมั่นสังเกตดู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;(โยนิโสมนสิการ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ผลพวงของการดูจิตที่ทำให้จิตมีสมาธิเกิดขึ้นในระดับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ต่างๆ นั้น มีผลเสียได้ถ้าเราขาดสติฯ ที่จะรู้อาการทั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;หมดของจิต ว่า จิตทำงานอะไรอยู่ แต่ถ้าเราสามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ตามรู้อาการต่างๆ ของจิตได้นั้น ถือว่า ยังถูกต้องอยู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แม้ว่าจิตที่สามารถเข้าไปสู่อรูปฌานได้ ด้วยการดูจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;และสามารถเข้าไปได้ทั้งที่ไม่ผ่านฌานสี่ แต่เป็นทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ลัดสั้นที่เกิดจากการดูจิต แต่ปุถุชนนั้นครูบาอาจารย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ท่านกล่าวว่า อรูปฌานที่สามารถเข้าถึงได้นั้น เข้าได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;แค่อากาสาวิญญายตนะ กับอากิญจญายตนะ เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ทั้งนี้ผลพวงที่กล่าวนี้ ไม่ได้เกิดกับทุกท่าน ทั้งนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ระดับของฌานที่ได้นั้น เป็นผลของการปฏิบัติที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;จำเป็นต้องสั่งสมมาพอสมควร จึงสามารถทำได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;ในชาตินี้ และข้อสำคัญสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333333;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ทั้งนี้สิ่งที่เล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ผู้ที่อาจจะพบเส้นทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;การปฏิบัติเช่นนี้ได้ทราบพอเป็นแนวทางไว้เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อย่าลืมว่า สมาธินั้นมีมาแต่ก่อนพุทธกาลแล้ว และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้วิปัสสนาญาณ ไม่ใช่สมาธิ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แต่ทั้งสมถะภาวนา(สมาธิ) และวิปัสนาภาวนา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ล้วนเกื้อหนุน ซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ทั้งสองทาง แต่ควรปฏิบัติอย่างพอเหมาะพอควร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เหมือนมีดที่คมพอและใช้เป็น ก็จะเกิดประโยชน์ได้จริง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-1490317796409238108?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/1490317796409238108/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=1490317796409238108' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1490317796409238108'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1490317796409238108'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/01/blog-post.html' title='ดูจิตกับสมาธิภาวนา'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-1414410113643980315</id><published>2007-01-15T00:34:00.000-08:00</published><updated>2007-01-15T01:16:18.076-08:00</updated><title type='text'>บันทึกธรรม 15 มกราคม 2550</title><content type='html'>&lt;span style="color:#993300;"&gt;ปีใหม่แล้ว ปีนี้นับได้ว่าเป็นปีที่เจ็ด ที่ได้ศึกษาปฏิบัติมากับหลวงพ่อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;นับคร่าวๆ จากที่ท่านได้พาไปปลีกวิเวกออกไปภาวนาที่วัดป่าเขาน้อย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แม้ว่าความรู้ความเข้าใจในขณะนี้ แทบจะเข้าใจแนวทางจนหมดสิ้นแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แต่ความรู้ก็ยังเป็นความรู้ของปุถุชน ที่ไม่สามารถนำพาตัวเองออกจาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;วัฏฏะสงสารนี้ได้ แม้จะเห็นแล้วว่า มันมีอยู่ เป็นเช่นไร และเกิดอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;บางครั้งทำให้นึกถึงว่าเพราะหนทางของฆราวาสนี้เอง ช่างคับแคบเสียนี่กระไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ทั้งๆ ที่การปฏิบัตินั้น เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน แต่การปฏิบัติเพื่อ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;มรรคผลจริงๆ จังๆ นั้นต้องอาศัย เวลาและความตั้งใจจดจ่อพอสมควร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ด้วยเหตุว่าเรามัวแต่วุ่นวายกับภายนอก เรื่องหากินหาอยู่ ดูแลครอบครัว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;และปัญหาที่มันรุมเร้าชนิดไม่ได้ตั้งตัว ได้เบียดบังเวลาการภาวนาให้เหลือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เพียงน้อยนิด ในแต่ละวัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เพราะการภาวนาที่ถูกต้อง ต้องอาศัยจิตที่ปกติ ที่ไม่สุขหรือทุกข์มากจนเกินไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;ในการเจริญสติฯ ความเป็นกลางเกิดได้ยาก เพราะผัสสะที่รุนแรงและรุมล้อม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เราอยู่ตลอดเวลา จากเรื่องนั้นไปเรื่องโน้น ไปเรื่อยๆ เหมือนยิ่งทำให้เราต้อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;เข้มแข็ง และท้าทายความตั้งใจจริงของเรามากขึ้นทุกที&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แต่ทุกๆ ครั้งที่ต้องเผชิญกับวิกฤตในชีวิตครั้งแล้วครั้งเล่า เราก็นึกเสมอว่านี่คือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แบบฝึกหัด นี่คือผลของกรรมที่เราต้องน้อมรับ และระลึกเสมอถึงความเผ็ดร้อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ของสิ่งที่ได้สัมผัส และขอให้เราอย่าได้ทำให้ใครหรือผู้ใดต้องเดือดเนื้อร้อนใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ทุกข์ยากอย่างที่เราต้องประสบเลย แม้ว่าเราอาจจะเคยทำกับใครมาอย่างไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อาจจะทราบได้ เราก็ขอน้อมรับอย่างสำนึกอยู่ตลอดเวลา พร้อมกับตั้งใจมั่นว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จะไม่แม้แต่จะนึกที่จะทำให้ใครเดือดเนื้อร้อนใจเช่นนี้ และสำรวมระวังด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ความละเอียดรอบคอบที่จะไม่ทำหรือก่อกรรมกับผู้ใดอีกต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แม้ว่าอุปสรรคในการภาวนาเราจะมีมากมาย แต่ครูบาอาจารย์ท่านก็มักจะให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;กำลังใจเสมอมาว่า เราดำเนินมาได้ถูกทางแล้ว เพียงแต่ทำให้มาก ทำให้ต่อเนื่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เพียงเท่านั้น นั่นคือเราต้องฝ่าฝัน อดทนกับอุปสรรคในชีวิตให้มาก และไม่ทิ้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;การภาวนา เพราะเราเองก็ประจักษ์ใจเสมอมากับ "ธรรมโม หเว รักขติ ธัมจาริง"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-1414410113643980315?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/1414410113643980315/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=1414410113643980315' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1414410113643980315'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/1414410113643980315'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2007/01/15-2550.html' title='บันทึกธรรม 15 มกราคม 2550'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-2125130805549471777</id><published>2006-12-09T17:09:00.000-08:00</published><updated>2006-12-09T17:20:00.834-08:00</updated><title type='text'>บันทึกธรรม 10 ธันวาคม 2549</title><content type='html'>&lt;span style="color:#333399;"&gt;สามวันที่ผ่านมานี้ได้บททดสอบสำคัญด้วยการป่วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เวลาเราไม่สบาย จิตใจและร่างกายป่วยไปด้วยกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;การดูจิตเป็นไปแทบไม่ได้เลย ได้แต่ใช้สมถะช่วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ซึ่งก็เป็นเพียงเล็กน้อย เพราะเวทนาทางกายที่รุนแรง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ส่งผลให้จิตซึมและกระสับกระส่ายตลอดเวลา แม้ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราจะดูอยู่รู้อยู่ ก็เป็นเการรู้แบบจมลงไปในเวทนานั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อาการปวดหัวอย่างมากและร่างกายอ่อนเพลียกระสับกระส่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เนื้อตัวอ่อนเปลี้ยและสั่นเป็นบางครั้ง จนแทบทรงกายไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ไม่ต้องพูดถึงอาหารและน้ำ ซึ่งร่างกายปฏิเสธทันที อาการบีบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;คั้นทางร่างกาย ส่งผลให้จิตใจ ซึมมึน ตกอยู่ในโมหะแทบจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ตลอดเวลา และเมื่อหลับไปได้บ้างก็เกิดนิมิตเป็นสัตว์นานาชนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ในที่ต่างๆ ทำให้เห็นว่า ภพภูมิที่ไป เป็นเช่นนั้นแน่นอนถ้าตาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ลงไปในขณะนั้น ผิดกับคราวก่อนๆ ที่ยังเห็นว่า จิตเฉยนิ่งกับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;การป่วย แต่คราวนี้ส่งผลให้เห็นว่า มันไม่แน่เลย ไม่มีอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ที่จะจริงแท้แน่นอน หากเรายังไม่สามารถละสังโยชน์ให้ขาดได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ไม่ว่าจะพยายามใช้สมถะช่วยด้วยการดูลมหายใจได้ ก็เป็นเพียง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ชั่วขณะและจิตก็กลับกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ไม่ว่าจะฟัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เทศน์จิตก็แทบจะไม่ยอมฟัง แต่พอมาฟังคิริมานนทสูตร ถึงตอน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ที่จิตยยังอยากได้สุข ทุกข์จึงติดมาด้วย ทำให้สติเกิดระลึกขึ้นมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ว่าทั้งหมดนี้ จิตดิ้นรนจะเอาสุขนั่นเอง มันจึงยอมวางลง ชั่วขณะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ฉะนั้น สติฯ สำคัญอย่างยิ่ง ถ้าทำให้สติเกิดได้เป็นอัตโนมัติ คง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;จะไม่ลำบากเท่าใด เพราะแม้ว่าจะไปพยายามเดินจงกรมก็ไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;สามารถช่วยได้ แต่พออาการดีขึ้นบ้างแล้ว ไปเดินจงกรม จึงเห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ว่าจิตกลับมาปกติ รู้ ได้ดีขึ้น แต่ขณะที่ป่วยเราแทบทำอะไรกับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มันไม่ได้เลย เพราะการฝึกสติฯ ของเรานั้นยังอ่อนหัดเสียเหลือเกิน&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-2125130805549471777?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/2125130805549471777/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=2125130805549471777' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2125130805549471777'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/2125130805549471777'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2006/12/10-2549.html' title='บันทึกธรรม 10 ธันวาคม 2549'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-8665639329780543098</id><published>2006-11-20T00:47:00.000-08:00</published><updated>2006-11-20T01:02:34.607-08:00</updated><title type='text'>บันทึกธรรม 20 พฤศจิกายน 2549</title><content type='html'>&lt;span style="color:#663366;"&gt;เมื่อวานนี้มีโอกาสสนทนาธรรมกับญาติธรรมท่านหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;ท่านถามว่า ได้อ่านบล๊อคของสติมา แล้วรู้สึกว่า การ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;ปฏิบัติภาวนาในเรื่องสมถะวิปัสสนานั้นไปได้ก้าวหน้ามาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;เหตุไฉน ดูเหมือนว่ายังไม่บรรลุธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;นี่คือข้อเท็จจริงเลยว่า การที่เราจะบรรลุธรรมนั้น ไม่ใช่ของง่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มิฉะนั้นคงมีพระอรหันต์เต็มไปหมด แต่เอาเข้าจริง เราแทบจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;หาไม่ได้ หรือหายากเต็มที แม้แต่พระอริยะในระดับต้นๆ ก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ครูบาอาจารย์ที่ท่านผ่านแล้ว มักจะบอกว่ามันง่ายนะ แต่ก็ยาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เพราะส่วนมากนั้น การปฏิบัติภาวนาของเรา ยังอยู่ในขั้นสมถะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;หรือแท้จริงแล้ว เราเองก็เคยปฏิบัติสมถะภาวนามาหลายชาติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แล้วด้วยซ้ำ ผลของมันจึงปรากฏให้เห็น เพียงระยะเวลาสั้นๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ที่เข้ามาภาวนา ก็จะพบ และสงสัย วนเวียนกับสิ่งที่พบอยู่นั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ผู้ที่จะสามารถรอดพ้นหรือเริ่มต้นเดินทางต่อ จากสิ่งที่ตัวเองได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;มาแล้วนั้น ยากเต็มที จนกระทั่งต้องมี ปรโตโฆษะเสียงธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราต้องได้สดับพระธรรม ต้องมีกัลยาณมิตร ผู้ที่พาเราให้มาพบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;กับเส้นทางที่แท้จริง และยังต้องโยนิโสมนสิการในสิ่งที่ตนได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ว่าถูกต้องตรงทางหรือไม่ เส้นทางการภาวนาที่ต้องถูกจริต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ตรงทาง และสม่ำเสมอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราจะทำอย่างไร ให้เราได้เพียรมีสติฯ อยู่ในเส้นทางสายกลาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;มีการรู้กายใจ อย่างจิตที่เป็นกลาง เพื่อให้ปัญญาได้เกิด อาศัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;พละ5 นั้นเป็นกำลังเกื้อหนุน แม้การรู้ ที่ยังเป็นสมมุติบัญญัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ที่เราใช้อยู่ ก็ต้องให้ไปถึงวิมุตติให้ได้ ของง่ายตรงนี้แหละเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;คุณสมบัติอันเประเสริฐของการเกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะเรามี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;กายใจ ที่เป็นทุกข์เป็นสุข ให้เห็นและเรียนรู้ เพียงแต่อย่าได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ไหลไปตามกระแสแห่งวัฏฏะ ที่มันวนเวียนอยู่ตั้งแต่ในระดับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จิตใจเรานั้นเอง ให้ขาดระยะลงทีละเล็กละน้อย ให้จิตเราได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เรียนรู้ สิ่งมหัศจรรย์ที่ซ่อนเร้นอยู่ในธรรมชาติ อย่างที่ครูบาอาจารย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ท่านบอกเราว่ามันอยู่ตรงหน้าเรานี้เอง เพียงแต่เราต้องสะสมปัญญา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ให้สามารถเห็นได้เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ตราบใดที่เรายังสงสัย จิตของเรายังทำกรรม เพื่อจะวนเวียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ในวัฏฏะนี้ เราไม่สามารถยับยั้งได้เลย นอกเสียจากว่า ทำช่อง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ทางที่เล็กเรียวนี้ ให้เกิดต่อเนื่องไม่ขาด แล้วเดินไปตามเส้นทางนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;พาจิตวิญญาณของเราให้พ้น และไปสู่ความเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-8665639329780543098?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/8665639329780543098/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=8665639329780543098' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8665639329780543098'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/8665639329780543098'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2006/11/20-2549.html' title='บันทึกธรรม 20 พฤศจิกายน 2549'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-116243265784729337</id><published>2006-11-01T17:17:00.000-08:00</published><updated>2006-11-01T18:00:51.190-08:00</updated><title type='text'>บันทึกธรรม 1 พฤศจิกายน 2549</title><content type='html'>&lt;span style="color:#336666;"&gt;เช้าวันนี้ตื่นขึ้นมา และประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เห็นว่าควรจะบันทึกไว้สักเล็กน้อย ช่วงนี้จิตยังวน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เวียนที่จะภาวนา คอยรู้สึกตัวเองอยู่ตลอดเวลา ทั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เวลาตื่นและเวลาหลับ ซึ่งทำให้นอนเหมือนไม่หลับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอ่อนเพลีย หรือรู้สึกว่านอนไม่พอ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;นอนน้อยแต่ประการใด แต่จิตจะรู้สึกตัวขึ้นมาเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ระยะๆ แม้ขณะหลับอยู่ จึงเหมือนตื่นขึ้นมาตลอดคืน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;หากแต่ว่าไม่เหมือนคนนอนไม่หลับ เพราะเมื่อระลึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;รู้สึกไปที่จิตนั้น จิตผ่องใส ราบเรียบ ปราศจากความ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;รู้สึกฟุ้งซ่านใดๆ รู้สึกถึงความวิเวกของจิต แม้ว่าจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เห็นการปรุงแต่งของจิตที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ที่เป็นอาการคิดของจิตนั่นเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เสมือนเห็นคนอื่นที่ปรุงแต่งอยู่ เหมือนเห็นคนอื่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ทำอะไรสักอย่าง มีคนรู้อยู่ต่างหากในอาการนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;และปราศจากการยินดียินร้ายในความปรุงแต่งนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เป็นเพียงรู้เห็นสังเกตการณ์เท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เช้าวันนี้จึงสรุปการปฏิบัติของตัวเองออกมาได้ว่า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ที่ผ่านมานั้น เรายึดมั่นในครูบาอาจารย์เพียงผู้เดียว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;แต่ไม่ค่อยกล้าแสดง หรือกล่าวกับผู้อื่นอย่างเต็มปาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ว่าเราเป็นศิษย์ใครหรือเรานับถือใครเป็นครูบาอาจารย์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ที่แท้จริง เพราะเกรงว่า ความบกพร่องของตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;จะทำให้เสียถึงครูบาอาจารย์ ได้เพียงแต่ระมัดระวัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;แม้จะได้มีโอกาสไปกราบไหว้ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;หลายรูป แต่เราเองปฏิบัติได้เฉพาะแบบของเราเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;การไปฟัง ไปกราบครูบาอาจารย์ท่านอื่น เพียงทำให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ความรู้ความเห็นของเรากว้างขวางขึ้นเท่านั้น แต่การ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ปฏิบัตินั้น เรามีวิถีทางที่ครูบาอาจารย์ของเราแนะนำมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เพียงเท่านั้น เราทำอย่างอื่นใด ก็ไม่สามารถทำได้เพราะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;จิตไม่ดำเนินตาม ได้แต่คอยเงี่ยหูฟัง คำสอนของท่าน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ว่าเราควรเดินไปอย่างไร ท่านให้อุบายวิธีและการดำเนิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;อย่างไรเพียงเท่านั้น และนำไปปฏิบัติต่อไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แต่ละคนล้วนมีจริตนิสัยวาสนาแตกต่างกัน มีทางเดิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ที่เป็นเฉพาะของตนแท้ๆ อยู่เส้นทางหนึ่ง แต่โดยหลัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ทั่วไปแล้ว ทางมีเฉพาะมรรคมีองค์แปดเท่านั้น เพียง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แต่ว่าการเดินด้วยจริตนิสัยวาสนาของเราเท่านั้นจะทำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ให้เดินไปได้อย่างไรในมรรคนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สมถะกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานทำงานควบคู่กัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จิตเราจึงพลิกไปมาระหว่างสมถะและวิปัสสนา แม้ว่าเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จะเริ่มต้นด้วยการ "ดูจิต" เท่านั้น แต่กำลังทั้งสองอย่าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เด่นชัด และประจักษ์ใจเราตลอดการปฏิบัติ แม้ว่าการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เจริญปัญญา จะเป็นไปได้อย่างเชื่องช้ามาก แต่เราได้เห็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ผล ได้เห็นว่า กิเลสขาดอย่างไร ทำให้มั่นใจในเส้นทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เมื่อจิตพลิกไปสู่สมถะเพราะจิตมีกำลังมากขึ้น ขณะนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เราไม่ได้ทำสมถะ มากไปกว่าการดูลมแค่สองสามขณะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;แล้วปล่อยให้จิตตามรู้ตามดู อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยภพ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ของมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งนั้น จิตก็สามารถมีกำลังมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ความตั้งมั่นของจิต จนสามารถออกรู้เห็นภายนอกไปจน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ถึงเห็นเรื่องราวในชาติก่อนๆ เห็นการปรุงของจิตที่เกิดขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;อย่างชนิดเป็นผู้ดู ผู้รู้อยู่ การแยกออกได้ว่า สิ่งที่เห็นนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เป็นการปรุงแต่งของจิตเพราะกิเลส นิวรณ์หรือไม่ เราจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;สามารถรู้ได้ เพราะเมื่อระลึกรู้ที่จิตนั้น เราจะเห็นความ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ตั้งมั่น ไม่แส่ส่าย ไม่มีอารมณ์ร่วม ยินดี ยินร้าย แต่เป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เสมือนผู้ดูคนหนึ่ง และภาพยนต์ชีวิตในอดีตก็จะฉายให้ดู&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;หนังเรื่องนึงที่เป็นบทเรียนราคาแพง เพราะแลกมาด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ชีวิตที่จบลง ด้วยการไม่ได้อะไรเลย ประทับใจมากๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;และรู้สึกได้ถึงความทุกข์ระทมของชายชรานั้น เขากำลัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;จะตายจากโลกนี้ไปในชั่วลมหายใจไม่กี่เฮือกสุดท้ายนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เขารู้ดีทุกอย่าง เพราะเขาเป็นผู้ทรงพระเวทย์ มีคนนับถือ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;กันทั้งเมือง มีคนข้างนอกรอดูอาการของเขาอยู่ ซึ่งเขา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ก็รู้ดีว่า เวลาแห่งความตายมาถึงแล้ว เขาสามารถเหาะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เหิรเดินอากาศ เสก เป่า ช่วยคนมามหาศาล จนคนนับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;หน้าถือตา แต่สุดท้ายเขาไม่ได้อะไรเลยในชีวิตนี้ เขา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เป็นเพียงชายคนนึงที่กำลังจะจากโลกนี้ไป ทั้งๆ ที่ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;สร้างบุญบารมีมาหลายชาติ จนมีฤทธานุภาพได้เพียงนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เขาลืมไปจนถึงวินาทีสุดท้ายว่า เขาเกิดมาเพื่อค้นหา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;พระธรรม ความพ้นทุกข์เท่านั้น แต่มันสายไปเสียแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;เขาเริ่มรวมรวมพลังบารมีของตัวเอง และอธิษฐานจิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ขณะจิตสุดท้าย เพื่อชาติต่อไปจะได้มีโอกาสได้ปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ศึกษาธรรมเพื่อพ้นทุกข์อย่างเดียว เขาอธิษฐานจิตไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;มากมายหลายข้อ ป้องกันตัวเองอย่างสุดฤทธิ์ที่จะไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ออกไปนอกเส้นทางนี้ ก่อนสิ้นลมไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หนังเรื่องนี้จบอย่างเศร้ามาก คนดูรู้สึกได้ถึงการเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เช่นนั้น คนดูสามารถรู้คุณรู้โทษ และสิ่งที่ไม่ควรที่จะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เกี่ยวข้อง และเห็นแรงอธิษฐานนั้นส่งผลอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;น่าแปลกว่า เราผ่านชีวิตมาช่วงหนึ่งแบบคนไม่รู้อะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เลยสักอย่าง พวกเราทุกคนต่างลืมอดีตของตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ไม่สามารถรู้ว่า เราเคยเป็นใคร ทำอะไรที่ไหนมาบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ไม่สามารถรู้ว่า เส้นทางการภาวนาหลายภพหลายชาติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ของเรานั้น ส่งผลให้เรามาได้ในขณะนี้ ทำให้เราสนใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ศึกษาปฏิบัติ แม้ว่า แต่ละคนกว่าจะรู้สึกและอยากเข้ามา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;จริงจังในเส้นทางนี้ ต้องใช้เวลาแตกต่างกันมาก กว่าจะรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;กว่าจะนึกได้ และบางคนก็ยังนึกไม่ออก และยังถูกกิเลส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;หลอกล่อไว้ในโลก เห็นสิ่งอื่นสำคัญกว่า เห็นความงมงาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ในการใช้ชีวิตไปวันๆ และเห็นการอุ้มชูภาระทางโลก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;กับขันธ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัว อย่างชนิด "ปล่อยไม่ได้"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;คิดว่าคนเอื่นเขาจะอยู่ไม่ได้โดยปราศจากเรา หลวงปู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;จันทร์แรมเคยเทศน์ว่า เราสำคัญตนมากไปหรือป่าว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;คิดว่าตัวเองแน่แต่เพียงผู้เดียว เขาพึ่งตัวเองไม่ได้ต้องมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เราอย่างเดียวกระนั้นหรือ เราแหละที่สำคัญผิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;แปลกเสียเหลือเกินว่า เราไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;ตามรู้กายใจตามความเป็นจริงเท่านั้น เราก็ได้ทั้งสมถะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;และวิปัสสนา เส้นทางนี้มีจริง ทำให้เราเห็นจริงทุกแง่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;ทุกมุมของวัฏฏะสงสารนี้ได้จริง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-116243265784729337?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/116243265784729337/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=116243265784729337' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/116243265784729337'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/116243265784729337'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2006/11/1-2549.html' title='บันทึกธรรม 1 พฤศจิกายน 2549'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-116044000261162713</id><published>2006-10-09T16:52:00.000-07:00</published><updated>2006-10-09T17:26:42.670-07:00</updated><title type='text'>บันทึกธรรม 10 ตุลาคม 2549</title><content type='html'>&lt;span style="color:#993399;"&gt;วัฏฏะ 3 อันได้แก่ กัมมวัฏ วิปากวัฏ และกิเลสวัฎ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;กัมมวัฏ ได้แก่กรรม การกระทำ ที่ทำให้เกิดวิปากวัฏ หรือวิบาก ผลของกรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;และทำให้เกิดกิเลสวัฏ คือ ทำให้เราเกิดกิเลส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;วัฏฏะสามนี้เกิดวนเวียนอยู่ภายในจิตใจเรานี่เอง และเป็นสิ่งที่ออกมาทำให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ชีวิตเราวนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารนี้ เราทำกรรม ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;และผลกของกรรมหรือที่เรียกว่าวิบาก ก็ส่งผลให้เรามีกิเลส เพราะความพอใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ไม่พอใจในวิบากนั้นๆ อย่างไม่รู้ เพราะขาดสติฯ เราจึงโดนกิเลสครอบงำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จนทำให้เราก่อกรรมขึ้นอีก ทางกาย วาจา ใจ วนเวียนเช่นนี้ จนไม่สามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;หลุดออกจากวัฏฏะสงสารนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ถ้าเราศึกษาศาสนา สิ่งแรกที่เราได้เรียนรู้ก็คือ กฏของกรรม นั่นคือ เราทำสิ่งใด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เราย่อมได้รับผลของกรรมนั้น ที่เรียกว่า วิบาก ไม่ว่า จะเป็นการกระทำที่ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;หรือไม่ดีก็ตาม ผลย่อมออกมาเที่ยงธรรมเสมอ แม้ว่าบางอย่างที่เราไม่สามารถ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;มองย้อนไปในอดีต หรือพูดง่ายๆ ว่าเราจำไม่ได้นั่นเอง เราก็จะไม่ทราบว่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เราได้ทำอะไรมาบ้าง ทำไม เราจึงได้รับผลเช่นนี้ แต่ถ้าเรามีสติฯ ระลึกรู้ไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เรื่อยๆ เราจะเห็นได้ชัดเองว่า การกระทำบางอย่างของเรานั้น เรายังทำอะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ซ้ำๆ อย่างเคยชิน เราจะคิดอะไรเหมือนๆ เดิม จนกลายเป็นทิฏฐิที่ฝังแน่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ทำไปโดยอัตโนมัติก็ว่าได้ นั่นเหละเป็นเพราะ เราทำกรรมเช่นนั้นมาจนเคยชิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;แต่ถ้าเรามาเจริญสติฯ ระลึกรู้กายใจ เราจะเห็นการกระทำของตัวเองชัดเจนขึ้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เมื่อเราทำกรรมดีแล้ว ผลออกมาดี เป็นวิบากดี เราก็พอใจ เมื่อเราทำกรรมชั่ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ผลก็ออกมา เป็นวิบากที่เลวร้าย เราก็จมอยู่ในความไม่พอใจ ทั้งสองทาง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ก่อให้เกิด ความพอใจ ไม่พอใจ เป็นอภิชฌาและโทมนัส ก่อให้เรามีกิเลส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ครั้งต่อไปอีก อย่างสืบเนื่อง เพราะความรู้ไม่เท่าทัน เพราะความไม่มีสติฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;รู้ทันความพอใจ ไม่พอใจนั้น เราจึงทำตามกิเลสต่อไปอีก เพราะขาดสติฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;วัฏฏะสงสาร จึงวนเวียนอยู่เช่นนี้ตลอดไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แต่ปัญญานั้น ไม่ใช่ สัญญาและสังขาร คือ ปัญญาในทางธรรมนั้น ไม่ใช่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;การจดจำได้และเรียบเรียงได้ แต่ปัญญาจะเกิดความรู้ขึ้นในฉับพลัน ชนิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ที่เมื่อเห็นแล้ว ไม่จำเป็นต้องเรียบเรียงเป็นคำพูดให้เข้าใจได้ แต่เจ้าตัวจะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เข้าใจได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยมิติใดๆ แต่ถ้าต้องการจะสื่อให้ผู้อื่นทราบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราต้องพยายามระลึกถึงสภาวะธรรมนั้นๆ แล้ว นำมาจัดเป็นคำพูดเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สมมุติบัญญัติเพื่อความเข้าใจ ฉะนั้น ตอนปัญญาเกิดนั้น มันไม่เป็นคำพูด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เป็นแต่สภาวะรู้ขึ้นมาเฉยๆ ด้วยเหตุปัจจัยแห่งสมาธิ ความสงบ ตั้งมั่น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ของจิต ที่เราระลึกรู้กายใจ อยู่อย่างธรรมดาๆ ในปัจจุบันเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ครูบาอาจารย์หรือผู้รู้บางท่าน ไม่ค่อยเทศน์หรือไม่ชอบอธิบายธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เพราะท่านเห็นถึงภาระ (ที่ต้องปรุงแต่งขึ้นมาอีกให้เป็นคำพูด) และ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;การเข้าใจของผู้คนโดยทั่วไปที่ไม่ได้เห็นสภาวะนั้นๆ ด้วยตนเอง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ย่อมจะต้องใช้สัญญาสังขาร ในการเข้าใจ รับรู้ และปรุงแต่งเอง ทำให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เกิดความคลาดเคลื่อนได้ เพราะเราอาศัยขันธ์ห้า ตัวที่เป็นสัญญา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;สังขารของตนเองเป็นผู้ตีความ ซึ่งสัญญาและสังขารในขันธ์ห้านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เป็นสิ่งที่เชื่อถือไม่ได้จริง ครูบาอาจารย์ท่านจึงว่า สัทธรรมที่เกิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ในปุถุชนล้วนเป็นสัทธรรมปฏิรูป คือผิดเพี้ยนไปจากความจริงได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;ท่านพูดตรงๆ สอนเราตรงๆ แล้ว แต่เราอาจจะตีความผิด เข้าใจผิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#006600;"&gt;เพี้ยนไปได้ ต้องพึงระวังไว้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เราเองอยู่ในขั้นศึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;จึงต้องฟังหูไว้หู และเงี่ยฟังผู้ที่ท่านถึงธรรมแล้ว ซึ่งเป็นผู้ที่เรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ควรสดับพระธรรมจากท่าน ข้อเขียนและข้อความใดๆ ของสติมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เป็นบันทึกความเข้าใจของผู้หนึ่งที่กำลังศึกษา เป็นผู้เดินทางไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;เพื่อข้ามโอฆะนี้ เช่นพวกเราทั้งหลาย เพื่อให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ในสังคมโลกนี้ เรายังมีสังคมของผู้ที่ศึกษาปฏิบัติ ที่เป็นกำลังใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ซึ่งกันและกัน และมีธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;มีครูบาอาจารย์ที่ท่านถึงธรรมแล้ว ได้เป็นผู้นำแนวทางพวกเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#990000;"&gt;ให้เดินตามในทางที่ถูกที่ควรแล้ว &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-116044000261162713?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/116044000261162713/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=116044000261162713' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/116044000261162713'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/116044000261162713'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2006/10/10-2549.html' title='บันทึกธรรม 10 ตุลาคม 2549'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-115940542557511023</id><published>2006-09-27T17:39:00.000-07:00</published><updated>2007-11-06T20:50:50.780-08:00</updated><title type='text'>บันทึกธรรม 27 กันยายน 2549</title><content type='html'>&lt;span style="color:#333399;"&gt;วันนี้เป็นวันหยุดงานที่ร้านกาแฟจิบธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;อยู่บ้านพร้อมหน้าลูกๆ เพราะเขาก็ปิดเหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;วันนี้ฝนตกไม่ได้ซักผ้า เลยเล่นเนท เพราะต้องทำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;บัญชีกองบุญฯ ขึ้นในเวปวิมุตติ แต่ว่ามีปัญหาใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;การส่งข้อมูลขึ้นเวป&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#333399;"&gt;ทำให้ต้องเข้าไปเสวนาใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ห้องแชดสืบฯ ทั้งๆ ที่&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#333399;"&gt;ตั้งใจว่า จะปลีกวิเวก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;จากหมู่คณะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ระยะนี้เราถูกกระทบกับหมู่คณะในทางธรรมมาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จึงระมัดระวังการพูดจา และผัสสะโดยตรงกับกลุ่ม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ส่วนนึงจากเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้วนั้น เราคิดว่ามันเป็น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;วิบากที่ต้องเจอ ผลของกรรมในอดีต ที่เคยทำไว้กับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;คนหมู่มาก และเป็นคนทางธรรม ได้มาตอบสนอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;หลวงพ่อคงเล็งเห็นเรื่องนี้นานแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จึงคอยห้ามปราม เรื่องความเมตตาที่เรามีต่อคนหมู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;มากที่จะทำให้กลายเป็นกิเลสกลับมา เราก็ระมัดระวัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อยู่เสมอ ครั้งแรกที่ถูกตักเตือนนั้น เราเป็นหัวหน้าคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;จำนวนมาก จำต้องกระทบเพราะต้องดูแลด้วยหน้าที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราจึงพยายาม ทำงาน ที่เอื้อกับการปฏิบัติ จึงต้องมา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อยู่ในกลุ่มคนปฏิบัติ ซึ่งกลุ่มนี้เอง เป็นเป้าหมายที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;เราเคยกระทำกรรมกับเขาไว้ ซึ่งแม้จะเป็นกรรมดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;แต่อยู่ในขอบข่าย ของการใช้อำนาจ และบังคับจิตใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ผลจึงออกมาอย่างเที่ยงธรรม หมู่คณะพยายามทำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;ด้วยความหวังดีเช่นกัน แต่เป็นการบังคับและใช้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;อำนาจเช่นเดียวกับที่เราทำมา ไม่น่าแปลกใจเลย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;กรรมวิบากให้ผลเที่ยงธรรมจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ขณะที่เราคิดว่าเราระมัดระวังแล้ว และใช้ความวิเวก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ของจิต ในการภาวนาในช่วงนี้ ซึ่งทำให้ผลไปได้ดี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;โดยตลอด สามารถรู้กายรู้ใจ ได้มากขึ้น และละเอียด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ขึ้นเรื่อยๆ สติฯ เกิดขึ้นเนืองๆ แต่ก็มีพลาดจากการที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ต้องร่วมงานกับหมู่คณะจนได้ ช่วงที่ทำงานและคิด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ทำให้สติฯ อ่อนกำลังลง สัมมาสมาธิพลอยถอยกำลัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ลงไปด้วย เมื่อเจอผัสสะในห้องแชดสืบฯ เราจึงรู้สึก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ว่าต้องกระทำการบางอย่าง ที่เอื้อกับหมู่คณะ และจุด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;ผิดพลาดก็เกิดขึ้น วิบากได้ช่องเล่นงานเราจนได้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#336666;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;วิบากอันนึงที่ติดตัวเรามาก็คือ การเป็นคนโทสะจริต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แม้ว่าเราจะคอยตามรู้กายใจเสมอๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เรามักจะใช้สมถะข่มโทสะ ด้วยการคิด คิดให้อภัย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;คิดในทางที่ดี คิดรักษาหน้าตัวเอง ไม่แสดงการโกรธ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;คนแสดงโทสะ เป็นคนไม่น่าดู เราทำมาตลอดชีวิต&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ก็ว่าได้ แต่ระยะหลังที่มาเจริญสติฯ เราไม่ข่มให้โทสะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ดับเลย แต่ตามดูอย่างเดียว ในขณะที่โทสะเกิดนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แม้จะเห็นการดับ เป็นระยะๆ แต่เรายังอยู่ที่นั้น ยัง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;สนทนากันอยู่ และมีเหตุปัจจัยหนุนเนื่องเข้ามาให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;โทสะเกิดตลอด สิ่งผิดพลาดเดิมๆ เดินทางเข้ามา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ความที่ห่วงคนหมู่มาก คนที่ฟังธรรมในห้องสืบฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;อยู่ ก็เลยพยายามที่จะสนทธรรม และแสดงให้คน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ในหมู่คณะเห็นความผิดพลาดของตนเอง โดยมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;เราเป็นตัวอย่างชี้นำ กลายเป็นการแสดงความแตก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;แยกในหมู่คณะอย่างชัดเจน และเสียหายตรงที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ดูเหมือนเราปฏิบัติแล้ว ยังควบคุมอารมณ์ตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;ไม่ได้ ยังพูดจาแสดงโทสะอยู่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#333399;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;จุดนี้เป็นส่วนสำคัญและเป็นบทเรียนทางธรรมอันนึง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;สภาวะจิตของแต่ละคน ในแต่ละขณะนั้น อาจจะวัด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ได้ภายนอกบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดของการปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;นักบวชได้เปรียบกว่าฆราวาส ตรงนี้เอง ด้วยต้องมี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ศีลจริยวัตร อันงดงาม ควบคุมกาย วาจา ภายนอก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;เอาไว้ ในขณะที่ฆราวาสเอง ไม่มี และสามารถทำให้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ประมาทในธรรมด้วยเช่นกัน เพราะนึกว่าไม่ผิดศีล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;แต่จะถึงอย่างไร จิตที่กระเพื่อมไหวไปด้วยกิเลสนั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;ไม่ได้แยกว่าเราอยู่ในเพศใด การรักษา กาย วาจา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;และใจ ด้วยสติฯ เป็นสิ่งสำคัญ วันนี้เป็นบทเรียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#660000;"&gt;อันน่าจดจำของเราวันนึง จึงบันทึกไว้&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/12149550-115940542557511023?l=naiyanit.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://naiyanit.blogspot.com/feeds/115940542557511023/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=12149550&amp;postID=115940542557511023' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/115940542557511023'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/12149550/posts/default/115940542557511023'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://naiyanit.blogspot.com/2006/09/27-2549.html' title='บันทึกธรรม 27 กันยายน 2549'/><author><name>Satima</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_EjNxMorfKrM/SSuTNZKoAQI/AAAAAAAAABs/OPYuudColJg/S220/jg7dIm772441-01.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-12149550.post-115664064245430147</id><published>2006-08-26T17:42:00.001-07:00</published><updated>2006-08-26T18:20:39.296-07:00</updated><title type='text'>เส้นทางการปฏิบัติ</title><content type='html'>การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ใช่สิ่งอื่นใดเลย นอกจากการตามรู้กายใจ&lt;br /&gt;ไปเพียงเท่านั้น ทำไมการปฏิบัติจึงดูง่ายดายขนาดนี้ จนเราไม่&lt;br /&gt;อยากจะเชื่อว่า แค่การตามรู้ตามดูกายใจไปเพียง
